“มากุโระ” ขยายฐานพรีเมี่ยมแมส คว้า “Age.3” จากญี่ปุ่นปักธงไทย
MAGURO ขยายพอร์ตโฟลิโอรุกตลาด Snack & Dessert ประเดิมคว้า “Age.3” แซนด์วิชทอดสัญชาติญี่ปุ่น ปักธง Central Park ชูโมเดล Grab & Go เพิ่มความถี่การซื้อ พร้อมตั้งราคาต่ำกว่าญี่ปุ่น เจาะกลุ่ม Accessible Premium
นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดให้บริการร้าน “Age.3” (อาเกะซัง) สาขาแรกในประเทศไทย ณ ศูนย์การค้า Central Park ชั้น G ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการคว้าไลเซนส์แบรนด์เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการแตกไลน์ธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาหารว่างและขนมหวาน อย่างเป็นทางการ และเป็นจุดเริ่มต้นของแผนขยายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจอาหารสู่กลุ่ม Accessible Premium

แบรนด์ดังจากกินซ่า
โดยแบรนด์ Age.3 เป็นร้าน Specialty แซนด์วิชทอดที่มีต้นกำเนิดจากย่านกินซ่า โตเกียว ซึ่งเคยทำสถิติยอดขายกว่า 3,000 ชิ้นต่อวันในญี่ปุ่น จุดเด่นของแบรนด์อยู่ที่เทคนิคการทอดขนมปัง Shokupan ที่ควบคุมอุณหภูมิและเวลาเพื่อไม่ให้อมน้ำมัน เสิร์ฟคู่กับไส้วิปครีมแช่เย็น
นอกจากนี้ ยังใช้วัตถุดิบเพื่อสุขภาพอย่าง “Lakanto” ซึ่งเป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติแทนน้ำตาลทราย 100% เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ



ชูราคาจับต้องได้ถูกกว่าญี่ปุ่น
สำหรับกลยุทธ์สำคัญในการทำตลาด Age.3 คือการนำแบรนด์จากกินซ่ามาปรับให้รับกับพฤติกรรมและกำลังซื้อของผู้บริโภคคนไทย โดยเฉพาะการวางโครงสร้างราคาที่จับต้องได้ ควบคู่กับการพัฒนาโปรดักต์ที่ตอบเทรนด์สุขภาพอย่างเมนู Guilt-Free ที่ใช้วิปครีมสูตรไร้น้ำตาล
พร้อมกลยุทธ์สินค้าและราคา โดยสาขาในไทยเปิดตัวด้วยเมนูกว่า 30 รายการ ครอบคลุมทั้งคาว หวาน ไอศกรีม และเครื่องดื่ม Smoothie โดยวางราคาเริ่มต้นที่ 89 บาท สำหรับเมนู Whipped Cream ตามกลยุทธ์การตั้งราคาขายในไทยให้ต่ำกว่าญี่ปุ่นในหลายเมนู อาทิ เมนู Egg Salad และ Potato Salad ราคา 115 บาท, Honey Cheesecake Cream 119 บาท และ Blueberry 135 บาท





กลยุทธ์นี้ออกแบบให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้นและเพิ่มความถี่ในการซื้อ
นอกจากนี้บริษัทใช้กลยุทธ์ปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น โดยพัฒนาเมนูพิเศษเฉพาะประเทศไทย คือรสผัดกะเพรา ซึ่งนำแฮมเบิร์กไก่ผสมหมู ไข่ออนเซ็น และซอสกะเพรามาทำเป็นไส้แซนด์วิช
โฟกัส Grab & Go เพิ่มความถี่
นอกจากนี้ บริษัทยังใช้รูปแบบร้านขนาดกะทัดรัด เน้นการซื้อกลับ หรือ Grab & Go และการทานระหว่างวัน แตกต่างจากพอร์ตโฟลิโอร้านอาหารแบบนั่งทานเดิมของบริษัท โดยโมเดลใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความถี่ในการบริโภค และขยายโอกาสในการเข้าถึงฐานลูกค้าให้กว้างขวางขึ้น
บริษัทเชื่อมั่นว่า โมเดลนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีและสามารถเจาะตลาดสแน็กในไทยได้เช่นเดียวกับความสำเร็จในญี่ปุ่น