พลิกตำนาน ปิดเมืองล่า “อั้งยี่” วีรกรรมคู่การกรุงสยาม
ความผิดฐาน “อั้งยี่” เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคล ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า ผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
ส่วนความผิดฐาน “ซ่องโจร” เป็นไปตามมาตรา 210 ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิด ที่มีโทษถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป
เมื่อ “พลิก” ความหมายคำว่า “อั้งยี่” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความว่า “สมาคมลับคนจีน : (กฎ) เป็นฐานความผิดอาญาที่ผู้กระทำเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย. (จ.)
แต่ถ้าจะสำรวจประวัติศาสตร์เพียงเฉพาะ “อั้งยี่” นั้น จะพบว่าการเกิดกบฏอั้งยี่มีด้วยกันหลายครั้งหลายคราในช่วงรัชกาลที่ 3-รัชกาลที่ 5 ก่อนจะมาปราบปราม “อั้งยี่” กันอย่างเด็ดขาดในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
แต่มีวีรกรรมของ “อั้งยี่” ที่ทำให้ไทยการค้าการขายในสยามเกือบเป็นอัมพาต
เรื่องมีอยู่ว่า ในปี 2453 รัฐบาลสยามออกพระราชบัญญัติรัชชูปการ เรียกเก็บปีละ 6 บาทต่อหัวโดยไม่แบ่งเชื้อชาติ เพิ่มขึ้นจากเดิม 4 ทั่วตัว และกำหนดเริ่มต้นในวันที่ 1 มิ.ย. ส่งผลกระทบต่อคนจีนไปทั่ว ค่ำวันที่ 27 พ.ค.ได้มีใบปลิวลึกลับเรียกร้องให้บรรดาพ่อค้าจีนนัดหยุดการค้าขายในนามของสมาคมลับ
ขู่ว่าหากผู้ใดขัดขืน “พรรคกล้าตายจะเล่นด้วยไม้แข็ง” ทำให้ร้านค้า โรงงาน แม้กระทั่งซ่องโสเภณีพากันหยุดกิจการไปทั่ว และยังขยายตัวออกไปถึงหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศสยาม

กิจกรรมค้าขายต่าง ๆ ต้องเป็นอัมพาต รัฐบาลจึงต้องใช้ทั้งทหาร-ตำรวจเคาะประตูร้านค้าทีละห้องให้เปิดตามปกติ
วงการอุตสาหกรรมชาวจีนนัดประชุมหารือที่บริษัทเรือกลไฟไทย-จีนของเจิ้ง จื้อหย่ง ไกล่เกลี่ยให้หยุดนัดค้าขาย
สุดท้ายรัฐบาลราชสำนักชิงมีคำสั่งไปถึงหลิว ซื่อช่วน เอกอัครราชทูตประจำฝรั่งเศสให้เจรจากับอัครราชทูตสยามประจำฝรั่งเศส ทูตสยามให้คำตอบเป็นทางการในนามรัฐบาลว่า
“การเรียกเก็บรัชชูปการกับชาวจีนนั้นเท่าเทียมกับชาวต่างด้าวชาติอื่น ๆ การนัดหยุดทำการค้าเกิดขึ้นเพราะมีคนแจกใบปลิวยุยง ฝ่ายรัฐได้จับกุมผู้นำการก่อเหตุและได้เนรเทศไปแล้ว 71 คน ซึ่งล้วนเป็นนักเลงหัวไม้ แต่ไม่มีผู้ใดได้ถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตพวกที่ยุยงให้นัดหยุดค้านั้นเกี่ยวกับสมัครพรรคพวกของซุน ยัดเซน ส่งไปปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศสยามกับราชสำนักชิง”
นอกจากนี้ ยังเคยเกิดเหตุ “นองเลือด” บนถนนเยาวราช ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองภายหลังญี่ปุ่นยอมจำนนสงคราม ชาวจีนโพ้นทะเลดีใจที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม แม้สมาคมชาวจีนต่างๆ จะออกประกาศให้อยู่ในความสงบ อย่าก่อเหตุวุ่นวายและเรื่องชักธงรวมถึงการเดินขบวน ทว่าในบรรยากาศฉลองชัยชนะกลับเกิดกรณีพิพาทกับหาร ตำรวจไทย จนเกิดเหตุถึงขั้นจลาจลและนองเลือดขึ้น
มีใบปลิวชักจูงให้ชาวจีนโพ้นทะเล “มีเงินออกเงิน มีอาวุธออกอาวุธ” ช่วยกันทำร้ายคนไทย ท้ายที่สุดทหารและตำรวจค้นตามจุดที่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังสนั่นหวั่นไหว จนต้องปิดถนนเยาวราชไม่ให้ผู้คนและรถราผ่านเข้าไป สุดท้ายจึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย – จีน และตั้งคณะกรรมการรักษาการณ์ผสมไทย – จีนขึ้นมา ก่อนที่ความขัดแย้งจะยุติในเวลาต่อมา
เป็นตำนานอั้งยี่-ที่พัฒนาเป็นความผิดฐานอั้งยี่ซ่องโจร ที่นำมาใช้จับกุมผู้คิดต่าง เห็นต่างจากรัฐบาล และมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเป็นภัยความมั่นคง ตั้งแต่ยุคคอมมิวนิสต์หรือกระทั่งปัจจุบัน