เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

นักลงทุนย้ายฐานผลิตจากจีน ไทยหรือประเทศไหนได้ประโยชน์!

08 ส.ค. 2563 | 11:14น.
คอลัมน์ ช่วยกันคิด
โดย อภิยุกต์ อำนวยกาญจนสิน สนง.เศรษฐกิจอุตสาหกรรม

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่อุตสาหกรรมทั่วโลกล้วนพึ่งพาฐานการผลิตใน “จีน” เป็นหลักมาอย่างยาวนาน จีนได้กลายเป็นมหานครแห่งการผลิต ผู้ผลิตทั่วโลกต่างหลั่งไหลไปตั้งโรงงานเพื่อลดต้นทุนและอยู่ใกล้กับตลาดที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตลาดใหญ่ที่สุดของโลก แต่หลังการเผชิญหน้าทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เข้มข้นถึงขั้นเปิดศึกเป็นสงครามการค้าระหว่างกันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กระทั่งในช่วงต้นปี 2563 เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้การผลิตและเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้หลายประเทศได้บทเรียนว่า การพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไปอย่างประเทศจีนอาจนำมาซึ่งความเสียหายในระยะยาวได้

ทั้งนี้ การระบาดดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่หลายธุรกิจกำลังทบทวนมุมมองในการตัดสินใจย้ายฐานการผลิต ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามการค้าที่ยังคงอบอวลปะทุ ซึ่งอาจนำมาสู่กระแสการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่การผลิตที่สำคัญ คือ การลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากจีนของหลาย ๆ ประเทศ

ในช่วงปลายปี 2562 Rabobank หรือราโบบังก์ บริษัทข้ามชาติสัญชาติดัตช์ที่ให้บริการด้านการเงิน และเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเนเธอร์แลนด์ ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง “Leaving China ; Which countries might benefit from a relocation of production ?” ซึ่งเขียนโดย Dr.Raphie Hayat นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส โดยในงานศึกษาชิ้นนี้ได้กล่าวถึง แรงกดดันจากสงครามการค้าที่ยังคงรอวันปะทุ ทำให้บริษัทต่างประเทศจำนวนมากเริ่มมองถึงการปรับเปลี่ยนเส้นทางการนำเข้าสินค้าขั้นกลางจากจีนไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแม้กระทั่งการย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มีข้อมูลสนับสนุนที่เพียงพอว่าบริษัทต่างชาติในจีนได้เริ่มย้าย หรือคิดเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายการผลิตที่อื่น เช่น Nintendo และ Apple โดยมีเวียดนามเป็นประเทศที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งว่าเป็นผู้รับผลประโยชน์หลักของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในกิจกรรมของบริษัทจากจีน

อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีขนาดเล็กเกินไปที่จะรับกำลังการผลิตทั้งหมดที่ย้ายจากจีน และคำถามที่ตามมา คือ นอกเหนือจากเวียดนามแล้ว บริษัทเหล่านี้จะไปที่ไหน ซึ่งงานศึกษาชิ้นนี้ พยายามตอบคำถามนี้โดยดูจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียที่มีตะกร้าสินค้าส่งออกคล้ายกับของจีน มีค่าแรงต่ำและบรรยากาศการลงทุนที่น่าดึงดูด และใช้ตัวชี้วัดเหล่านี้เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดที่เรียกว่า Where Will They Go index (WWTG) ทั้งนี้ ไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่สามารถดูดซับกิจกรรมทั้งหมดที่ถูกย้ายไปได้ อีกประการหนึ่ง หากประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถเข้ามาแทนที่การผลิตของจีนได้ทั้งหมด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็อาจจะขึ้นอัตราภาษีศุลกากรประเทศเหล่านี้เช่นกัน เหตุผลก็คือ ทรัมป์มองว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับประเทศต่าง ๆ เป็นตัวบ่งชี้ว่าการค้า “ไม่ยุติธรรม”

จากที่กล่าวเบื้องต้นว่า มีหลักฐานพอสมควรที่บริษัทต่างชาติจะย้ายออกจากจีน หรือกำลังวางแผนที่จะทำเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของแนวโน้มนี้ได้เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน และได้รับแรงผลักดันส่วนใหญ่จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าจ้างการผลิตในจีนช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยการเติบโตของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในจีนได้ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ค่าจ้างการผลิตในจีนเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน

ดังนั้น การย้ายกำลังการผลิตจากจีนจึงเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว โดยมีความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นตัวเร่ง

นอกจากนี้ บริษัทต่างประเทศส่วนใหญ่ที่จะยังคงทำกิจกรรมในจีนต่อไปเพราะแรงจูงใจหลักในการดำเนินงานในจีนนั้นไม่ใช่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ แต่เป็นการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของจีน สะท้อนว่าบริษัทที่ใช้จีนเป็นเพียงศูนย์กลางการผลิต แต่ส่งออกไปขายนอกประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ มีแนวโน้มว่าบริษัทเหล่านั้นจะย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมากขึ้น

ตัวชี้วัดที่เรียกว่า Where Will They Go index (WWTG) ในการศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการมองไปข้างหน้าเพื่อวัดว่าประเทศใดบ้างที่จะได้ประโยชน์จากบริษัทต่างประเทศที่จะย้ายการผลิตออกจากจีน โดยบริษัทดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะย้ายไปประเทศที่มีปัจจัย 4 ประการ ได้แก่ (1) สินค้าส่งออกที่คล้ายกับของจีน (2) ค่าจ้างอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าในจีน (3) บรรยากาศการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจในแง่ของความยากง่ายในการทำธุรกิจ และ (4) คุณภาพของสถาบันที่ดี

ทั้งนี้ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ต้นทุนการขนส่งก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางส่วนใหญ่ของนักลงทุนทั่วโลก นอกจากนี้ การวิเคราะห์ในครั้งนี้ยังไม่รวมปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความผันผวนของสกุลเงิน และขนาดของตลาด (GDP) ซึ่งปัจจัยประการหลังนี้จะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบริษัทที่ต้องการเจาะตลาดผู้บริโภคของประเทศนั้น แทนที่จะเป็นการมองหาฐานการผลิตที่มีต้นทุนการผลิตที่ลดลง

ปัจจัยประการที่ 1 ประเทศที่มีสินค้าส่งออกที่คล้ายกับจีน วัดโดยใช้ export similarity index (ES) โดยดัชนีนี้วัดการซ้อนทับของตะกร้าส่งออกของ 2 ประเทศ ดัชนีมีค่าอยู่ในช่วงตั้งแต่ 0-100% โดยที่เปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าหมายถึงความคล้ายคลึงในการส่งออกที่สูงขึ้น คะแนน 100% ในที่นี้หมายความว่า ประเทศนั้นมีตะกร้าสินค้าส่งออกตรงกับประเทศที่ถูกเปรียบเทียบนั้นมีตะกร้าสินค้าส่งออกตรงกับประเทศที่ถูกเปรียบเทียบทั้งหมด

ปัจจัยประการที่ 2 ค่าจ้างการผลิต ความเห็นจากทั้งนักวิชาการและผลจากการสำรวจ ชี้ให้เห็นว่าค่าจ้างการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับบริษัทเมื่อพิจารณาถึงการย้ายการผลิตไปยังประเทศอื่น

สำหรับปัจจัยที่ 3 และ 4 จะใช้ ดัชนีความยากง่ายในการทำธุรกิจของธนาคารโลก (The World Banks Ease of Doing Business Index) และ The World Bank Governance Indicators ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อวัดบรรยากาศการลงทุนและคุณภาพสถาบันของประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น การทุจริต ความมั่นคง และการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ 3 และ 4 ดังกล่าวเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ทั้งนี้ ในการคำนวณดัชนี WWTG จะมีการปรับค่าของทั้ง 4 ตัวแปรให้เป็นคะแนนมาตรฐาน ซี(Z-score) และคำนวณค่า WWTG โดยใช้ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักโดยกำหนดน้ำหนัก 0.3 ให้กับค่าจ้าง และคล้ายคลึงกันในการส่งออก และน้ำหนัก 0.2 กับตัวแปรคุณภาพของสถาบันและความยากง่ายในการทำธุรกิจ

ผลการคำนวณ Where Will They Go index หรือ WWTG ซึ่งได้จากการรวมปัจจัยทั้ง 4 เข้าด้วยกัน พบว่าผลการศึกษาใกล้เคียงกับสมมุติฐานที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 3 จากทั้งหมด 17 ประเทศในภูมิภาคเอเชียที่น่าจะเป็นจุดหมายสำหรับการเคลื่อนย้ายการผลิตจากจีน โดยตะกร้าสินค้าส่งออกของเวียดนามเหมือนกับจีนครึ่งหนึ่ง และมีค่ามากที่สุดในทุกประเทศที่ทำการศึกษา จึงมีความเชี่ยวชาญในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกับจีน ในขณะที่ค่าจ้างการผลิตต่ำกว่าจีนร้อยละ 64

อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีคะแนนไม่ดีนักเกี่ยวกับคุณภาพของสถาบัน แม้ว่าเวียดนามจะมีเสถียรภาพทางการเมือง และมีบรรยากาศการลงทุนที่เหมาะสมในระดับหนึ่ง รวมถึงมีการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีค่อนข้างมากกับหลายประเทศ และเมื่อพิจารณาประเทศที่เหลือพบว่าไทย มาเลเซีย ไต้หวัน และอินเดีย อยู่ในอันดับ 1, 2, 4 และ 5 ของจุดหมายปลายทาง หากจะมีการย้ายฐานการผลิตจากจีนโดยไทยติดอยู่ในอันดับสูง เนื่องจากตะกร้าสินค้าส่งออกมีความคล้ายคลึงกับของจีนเกือบร้อยละ 50 มีค่าจ้างต่ำกว่าในจีนร้อยละ 25 และมีนโยบายที่เป็นมิตรกับนักลงทุน แต่ข้อจำกัดสำคัญของไทย คือ เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่ความไม่แน่นอนของนโยบาย ทั้งนี้ ในที่สุดเชื่อว่าประเทศที่จะได้รับผลประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียนั้น น่าจะถูกกระจายกันออกไป

ข้อคิดเห็นสำคัญบางประการที่ได้จากงานศึกษาครั้งนี้ก็คือ บริษัทระหว่างประเทศมีแนวโน้มที่จะกระจายสถานที่ผลิตของพวกเขาในหลายประเทศ สิ่งนี้คล้ายกับยุทธศาสตร์ (China Plus One) ซึ่งก็คือการที่บริษัทต่าง ๆ ที่ลงทุนหรือทำธุรกิจกับจีนพยายามที่จะลดสัดส่วนการพึ่งพาจีนลง เนื่องจากความไม่มั่นใจในด้านความมั่นคงของความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐ โดยพยายามหาประเทศอื่นที่สามารถจะทดแทนการพึ่งพาจีนลงได้ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งนำเข้า การจ้างผลิต หรือการไปลงทุน ซึ่งบางบริษัทกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ โดยวางกำลังการผลิตบางส่วนไว้นอกประเทศจีนเพื่อกระจายความเสี่ยงดังกล่าว

สำหรับในมุมของประเทศไทย มีอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่ในขณะนี้ถูกพูดถึงค่อนข้างมาก และเกี่ยวข้องกับประเทศโดยตรง คือ ยุทธศาสตร์ Thailand Plus One ซึ่งเป็นแนวคิดของนักวิจัยอาวุโสชาวญี่ปุ่น ชื่อ Ooizumi Keiichirou ยุทธศาสตร์นี้ยังมุ่งที่จะคงฐานการผลิตไว้ในไทย เพียงแต่มีการเคลื่อนย้ายกระบวนการผลิตส่วนที่เน้นแรงงานสูงไปยังประเทศข้างเคียง โดยประเทศที่คาดว่าจะกลายมาเป็น +1 ของไทย ได้แก่ ประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียง คือ เมียนมา ลาว และกัมพูชา รวมถึงเวียดนาม สำหรับบางอุตสาหกรรม

ซึ่งภายใต้โมเดลดังกล่าวกลุ่มนักลงทุนจะเคลื่อนย้ายหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตที่ใช้แรงงาน (laborbased) ไปยังประเทศเหล่านี้ และขณะเดียวกัน ก็ผลักดันประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางของกระบวนการผลิตที่เน้นเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการประสานกระบวนการผลิตทั้งสองส่วนให้เกิดเป็นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ แนวคิดนี้จึงไม่ใช่การลดความสำคัญของไทยลงแต่กลับเป็นการเสริมให้ไทยแข็งแกร่งและเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาคนี้มากยิ่งขึ้น

ประเทศไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านห่วงโซ่การผลิตโลก ปรับปรุงพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านที่อาจจะเป็นข้อจำกัดในการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อรองรับความพร้อมในการรองรับนักลงทุนที่วางแผนจะย้ายออกจากจีน รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาคตามยุทธศาสตร์ Thailand Plus One ต่อไปในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ช่วยกันคิด