คอลัมน์แตกประเด็น
อรมน ทรัพย์ทวีธรรม
กัมพูชาเตรียมลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับจีน ตั้งเป้าหมายให้มีผลใช้บังคับภายในปี 2563 ซึ่งจะเป็น FTA ฉบับแรกที่กัมพูชาทำกับประเทศคู่ค้าในรูปแบบทวิภาคี เพื่อขยายการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
หาก FTA ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ สองประเทศจะลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าระหว่างกันเพิ่มเติมจากที่ลดให้กันแล้วใน FTA อาเซียน-จีน ซึ่งจะครอบคลุมสินค้าจากจีนที่ส่งออกไปกัมพูชา กว่า 9,500 รายการ และสินค้าจากกัมพูชาที่ส่งออกไปจีนกว่า 10,000 รายการ
ใน FTA ฉบับใหม่ จีนจะลดเลิกภาษีศุลกากรเพิ่มให้สินค้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรกัมพูชากว่า 340 รายการ ซึ่งร้อยละ 95 จะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรจากจีนทันที อาทิ พริกไทย พริกแห้ง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กระเทียม น้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋อง และผลิตภัณฑ์อาหารทะเล เช่น หอยแมลงภู่ ปู ปลา และผัก ผลไม้ ที่เหลืออีกร้อยละ 5 จะได้รับการยกเว้นใน 10 ปี จะช่วยขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรของกัมพูชาไปจีน
ในปี 2562 การค้าระหว่างกัมพูชา-จีน มีมูลค่า 9,420 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.3 จาก 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2561 จึงคาดว่านักลงทุนจากจีนและประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการขยายการส่งออกไปจีน จะให้ความสนใจลงทุนในกัมพูชามากขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร และฟาร์มปศุสัตว์ ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กัมพูชามากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการกัมพูชาอาจกังวลการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน
เหตุผลหลักที่กัมพูชาเร่งรัดให้การจัดทำ FTA กับจีน มีผลใช้บังคับโดยเร็ว เป็นเพราะต้องการลดผลกระทบจากที่สหภาพยุโรปเพิกถอนสิทธิพิเศษทางการค้า(Everything But Arms : EBA) ที่ให้กับกัมพูชา จากปัญหาสิทธิมนุษยชนและแรงงาน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 ประกอบกับปัจจุบันสินค้าส่งออกหลักของกัมพูชายังไม่หลากหลาย ตลาดส่งออกยังจำกัด สินค้าส่งออกหลัก อาทิ สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า ตลาดส่งออกสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป และสหรัฐ
นักลงทุนไทยจึงน่าจะพิจารณาใช้ความตกลงการค้าเสรีกัมพูชา-จีน เป็นโอกาสในการขยายฐานการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปจีน โดยอาศัยประโยชน์จากค่าแรงของกัมพูชาที่มีต้นทุนถูกกว่าค่าแรงในไทย และสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรที่กัมพูชาจะได้รับจากจีน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป ที่กัมพูชาจะได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรจากจีนทันที
ขณะเดียวกัน เนื่องจากการลงทุนในด้านการผลิตและแปรรูปสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในกัมพูชายังมีไม่มาก กัมพูชาจึงเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นโอกาสของไทยในการขยายธุรกิจ นำความรู้ความชำนาญต่าง ๆ เข้าไปในกัมพูชา ไม่ว่าจะในรูปแบบของการร่วมทุน หรือการเป็นบริษัทที่ปรึกษา เป็นต้น
ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชามีการปฏิรูปนโยบายทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดการจ้างงาน โดยได้ประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายมาตรการ อาทิ การลดต้นทุนและค่าธรรมเนียมการขนส่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าและพลังงาน การพัฒนาการบริหารจัดการระบบ การขนส่งทางราง และการปรับลดและผ่อนผันการเก็บภาษีรายได้และภาษีศุลกากร เพื่อดึงดูดการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี
จึงเป็นโอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยที่จะเข้าไปลงทุนในกัมพูชา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพและเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของกัมพูชา เช่น อุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร การผลิตและการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น อุตสาหกรรมเคมี พลาสติก และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที เป็นต้น
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการก่อสร้างในกัมพูชายังมีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากประเทศต้องการพัฒนาและปรับปรุงซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้มีความต้องการสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง อาทิ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ ปูนซีเมนต์ แร่ยิปซัม สายไฟและสายเคเบิลเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติมีการย้ายฐานการผลิตของธุรกิจเกษตรและเกษตรแปรรูปเข้าไปในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง กัมพูชาก็เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรกรรม เนื่องจากแรงงานหนุ่มสาวรุ่นใหม่จำนวนมากนิยมเข้าทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลให้ความต้องการเครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตรเพื่อใช้ทดแทนแรงงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อาทิ รถไถนาเดินตาม รถเกี่ยวข้าว เครื่องสีข้าวขนาดเล็ก เครื่องสูบน้ำ และเครื่องพ่นยาฆ่าแมลง ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้ของไทยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปของไทยบางรายอาจมองความตกลง FTA กัมพูชา-จีน เป็นความท้าทาย เพราะสินค้าที่กัมพูชาส่งออกและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากจีน อาจเป็นสินค้าประเภทเดียวกันกับที่ไทยส่งออก แต่สินค้าส่งออกสำคัญของกัมพูชา
ส่วนใหญ่ยังคงเป็นสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องแต่งกาย รองเท้า เครื่องหนัง ประกอบกับจีนเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรมากถึงกว่า 1,400 ล้านคน และมีความต้องการที่หลากหลาย โดยเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย
จึงน่าจะเป็นโอกาสที่จะเร่งพัฒนาคุณภาพและยกระดับมาตรฐานของสินค้าไทยที่ส่งออก