สภาสหรัฐเปิดโปง 4 ยักษ์เทคฯ “ผูกขาดตลาด-กดขี่คู่แข่ง”
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเปิดรายงาน 4 บริษัทเทคฯ ”กูเกิล-แอปเปิล-อเมซอน-เฟซบุ๊ก” ใช้อำนาจผูกขาดตลาด กดขี่คู่แข่งรายเล็ก เสนอแก้กฎหมายป้องกันการผูกขาด
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงาน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้ออกมาเปิดเผยรายงาน ผลการสวบสวน 4 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สหรัฐ “กูเกิ้ล” “แอปเปิล” “อเมซอน” และ “เฟซบุ๊ก” ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกัน 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ใช้อำนาจผูกขาดควบคุมทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งการซื้อกิจการเพื่อฆ่าคู่แข่ง การคิดค่าธรรมเนียมสูง และบังคับบริษัทรายย่อยให้เซ็นสัญญาที่ “กดขี่” เพื่อให้ครองตลาดได้
ถือเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมาธิการด้านการยุติธรรมแห่งสภาผู้แทนราษฎรเปิดเผยรายงาน จำนวน 449 หน้า หลังใช้เวลาการสอบสวนมาเป็นปี และมีเอกสารเกี่ยวข้องถึง 1.3 ล้านฉบับ พร้อมการสัมภาษณ์ถึง 300 ครั้ง คณะกรรมาธิการฯ ที่นำโดย“เดวิด ซิซิลลีน” สมาชิกรัฐสภาฝั่งเดโมแครต รายงานว่าทั้ง 4 บริษัทเข้ามาควบคุมอำนาจในตลาดที่ตัวเองลงแข่งขัน และ “วางกฏ” ให้ผู้ประกอบการรายอื่น ขณะที่ตัวเองอยู่กับกฏอีกแบบหนึ่ง
พร้อมกันนี้คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอให้มีการปรับปรุงกฏหมายต่อต้านการผูกขาด และยกตัวอย่างเหตุการณ์ต่างๆ ที่บริษัทเทคฯ ได้ใช้อำนาจในทางที่ผิดข่มขู่บริษัทเล็ก ๆ และเปิดเผยให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่พยายามทำทุกสิ่งเพื่อรักษาอำนาจในตลาด พร้อมระบุว่าบริษัทเทคฯ ที่เคยเป็นบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นและอยู่ในสถานการณ์ท้าทาย ตอนนี้ได้กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ผูกขาดไม่ต่างกับช่วงยุคเศรษฐีน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม “อเมซอน” ได้โพสต์ในบล็อกว่า กฏหมายป้องกันการผูกขาดและการแทรกแซงตลาด จะเป็นการทำลายร้านค้าปลีกและผู้บริโภค ด้วยจะเป็นการบังคับให้ธุรกิจเล็ก ๆ ออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะทำให้ระดับราคาสูงขึ้น และลดทางเลือกของผู้บริโภคลง
“กูเกิล” ออกแถลงการณ์ว่าบริษัทแค่กำลังพัฒนาธุรกิจตัวเองท่ามกลางอุตสาหกกรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และมองว่ารายงานเป็นการกล่าวหาอย่างไม่ถูกต้องจากบริษัท “เสิร์ชเอนจิน” คู่แข่งรายอื่น
ขณะที่ “เฟซบุ๊ก” ได้ชี้แจงว่า บริษัทกำลังแข่งกับหลากหลายเซอร์วิสที่ให้บริการคนหลายพันล้านคน การซื้อบริษัทอื่นเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม และเป็นหนึ่งในวิธีที่จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้มีคุณค่าต่อผู้บริโภคได้
เช่นเดียวกับ “แอปเปิล” ที่ระบุว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของรายงานอย่างมาก นอกจากนี้ยังปฏิเสธคำกล่าวหาเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่เหมาะสม และจะทำการตรวจสอบเองในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ทั้งนี้รายงานดังกล่าวออกมาเพียงไม่กี่อาทิตย์ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งอาจกลายเป็นโอกาสให้ทั้งฝั่งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตใช้ในการหาเสียงจากการสัญญาว่าจะต่อสู้กับอำนาจที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่กำลังควบคุมตลาดอยู่ตอนนี้ได้