เดินหน้าสถานีชาร์จอีวี ลองระบบชาร์จไฟข้ามเครือข่าย
อีกไม่กี่ปีคนไทยจะได้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ หรือ BEV กันแล้ว แม้ปัจจุบันราคารถ EV จะยังสูงอยู่ และยังมีความต้องการไม่มากพอ แต่ก็ได้ตั้งเป้าว่าปี 2573 จะมีสัดส่วนถึง 30% หรือ 750,000 คัน
สิ่งที่สามารถทำได้ในขณะนี้ คือการกระตุ้นดีมานด์ พร้อมทั้งการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานเข้ามารองรับ ทั้งสถานีชาร์จ แพลตฟอร์ม มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(มอก.) โดยไม่ต้องเถียงกันว่า ไก่กับไข่อะไรต้องเกิดก่อน
แพลตฟอร์มจ่ายค่าไฟข้ามค่าย
ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกคาดการณ์ว่า จนถึงสิ้นปี 2563 จะมีจำนวนรถ BEV เพิ่มเป็น 5,000 คัน จากตัวเลขครึ่งปี (30 มิ.ย. 2563) ที่มีจำนวนรถ 4,301 คัน หรือเพิ่มขึ้น 700 คัน เฉลี่ยเดือนละ 100 กว่าคัน ส่วนยานยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (HEV) ปลั๊ก-อินไฮบริด (PHEV) มีจำนวน 167,767 คัน
และสถานีอัดประจุไฟฟ้า 570 แห่ง จำนวนหัวจ่ายไฟฟ้า 1,854 หัวจ่ายจากตัวเลข “นายกฤษฎา อุตตโมทย์”นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยกล่าวว่า เทรนด์การใช้รถ EV เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงต้องกลับมามองว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ รองรับเพียงพอหรือไม่ บวกกับปัญหาที่ผู้ใช้รถต้องโหลดแอปพลิเคชั่นการชำระเงินมากเกินไป
ดังนั้นต้นปี 2564 ทั้ง 11 องค์กร อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเเห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัทอีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด, บริษัท กริดวิซ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด,บริษัท จีแอลทีกรีน (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท โชเซ่น เอ็นเนอร์จี้จำกัด เเละบริษัท เดอะ ฟิฟท์อีลีเม้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดจะเตรียมทดสอบระบบ “โมเดลการใช้สถานีอัดประจุไฟฟ้าข้ามเครือข่าย” หรือ charging consortium ในพื้นที่ กทม.เป็นครั้งแรกในไทย ก่อนขยายไปทั่วประเทศ
ระบบดังกล่าวจะรองรับบัตร RFID ซึ่งเป็นบัตรสำหรับผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อาจเป็นรูปแบบบัตรเดบิต เครดิต แอปพลิเคชั่นผ่านมือถือ และอาจสรุปยอดการใช้บัตรส่งไปเก็บเงินที่บ้าน เป็นต้น ซึ่งสามารถนำไปใช้ชำระค่าชาร์จไฟฟ้าได้กับทุกค่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า ในอัตราค่าชาร์จไฟฟ้าที่ 2.63 บาทต่อหน่วยพร้อมทั้งได้จัดทำระบบแอปพลิเคชั่นหลักเพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลผู้ใช้ให้เกิดมาตรฐานเดียวกัน แก้ปัญหากรณีที่แต่ละค่ายต่างมีระบบแอปพลิเคชั่นการชำระเงินและการเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่สะดวกในการใช้บริการ
เอกชนหวั่นไฟโหลด
สเต็ปต่อไป คือ การวางเป้าหมายการตั้งสถานีชาร์จทุก 100 กม. เพื่อรองรับปริมาณรถ EV ในอนาคต “นายเลิศชาย แก้ววิเชียร” ผู้ช่วยผู้ว่าการธุรกิจและการตลาด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า ต่อไปการติดตั้งหัวชาร์จจะอยู่ในตัวอาคารและตามบ้านที่อยู่อาศัยซึ่งแนวโน้มการใช้ไฟจะเพิ่มอาจจะนำมาสู่อุปสรรคที่ว่าการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากเกินไป จากหัวจ่ายที่กระจุกตัวกันในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจจะทำให้ไฟฟ้าในพื้นที่ไม่เพียงพอ เอกชนจึงสะท้อนปัญหาดังกล่าวให้ภาครัฐซึ่งทั้ง 3 การไฟฟ้ายืนยันว่า โครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับการใช้รถ EV
โดยปัจจุบันมีความต้องการใช้ไฟฟ้า 15,000 เมกะวัตต์ บวกกับปริมาณรถ EV ที่จะมีถึง 400,000 คัน จะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มเป็น 17,000 เมกะวัตต์ แต่การไฟฟ้าได้ลงทุนติดตั้งหม้อแปลงถึง 21,000 เมกะวัตต์
รับซื้อไฟคืนจากแบตเตอรี่
โมเดลต่อไปที่มีการพูดถึงและอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบ คือ การรับซื้อไฟคืนจากแบตเตอรี “นายมนัสอรุณวัฒนาพร” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) อธิบายว่า นโยบายของกระทรวงพลังงานต้องการให้รถ EV สามารถนำไฟฟ้าส่วนเกินจากความต้องการใช้ไปขายเข้าระบบไฟฟ้าบ้านเรือนได้ เพื่อเสริมความมั่นคงไฟฟ้าและรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ของประเทศ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเชื่อว่าจะมีรถยนต์ EV บางคันที่ชาร์จแบตเตอรี่ไว้และจอดไว้ไม่ได้ใช้งาน ในส่วนนี้จึงสามารถนำกลับมาขายคืนให้รัฐได้ และจะต้องเป็นอัตรารับซื้อคืนแบบน่าจูงใจ หรือสูงกว่าที่จ่ายจากการชาร์จไฟ
