อาคม มั่นใจ เศรษฐกิจไตรมาส 3-4 ดีขึ้น เล็งปลดล็อกเงินกู้ 4 แสนล้านอืด
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2563 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เพื่ออภิปรายทั่วไปโดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ระหว่างวันที่ 26-27 ตุลาคม 2563
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ลุกขึ้นชี้แจงผู้อภิปรายประเด็นรัฐบาลเศรษฐกิจไม่เป็น ว่า สาเหตุของตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ปี 2562 ขยายตัว 2 เปอร์เซ็นต์ จากปัจจัยภายนอก คือ เศรษฐกิจโลก หรือ สงครามการค้า กระทบซัพพลายเชนมาถึงประเทศกำลังพัฒนาทุกประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเบรกซิท ส่งผลต่อทิศทางการค้า ทำให้การส่งออกติดลบ -3.7 เปอร์เซ็นต์ และค่าเงินบาท รวมถึงงบประมาณปี 63 ล่าช้า เกือบ 6 เดือน มีส่วนทำให้โครงการและแผนการลงทุนขอรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการใหม่ช้าออกไป 5 เดือน อย่างไรก็ดีการเบิกจ่ายภาครัฐยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เช่น งบรายจ่ายประจำ
นายอาคมกล่าวว่า ขณะที่ปี 2563 เนื่องจากในช่วงต้นปีมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และรุนแรงทั่วโลก ส่งผลให้ไตรมาสสองติดลบหมดทุกประเทศ ในอาเซียนยกเว้นอินโดนีเซีย ซึ่งมีมาตาการควบคุมที่ไม่เข้มงวดเท่ากับประเทศไทยทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสสองติดล -12.2 เปอร์เซ็นต์
นายอาคากล่าวว่า อย่างไรก็ดีธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาชี้ว่าดัชนีชี้วัดค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะโรงงาน การใช้ไฟฟ้า ณ เดือนกันยายน ปรับตัวดีขึ้น เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก พลาสติกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อไป รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ สิ่งทอ ห้างสรรพสินค้ามีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
“ไตรมาสสามคาดการณ์ว่า มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่สามและสี่”
นายอาคมกล่าวว่า สำหรับมาตรการการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมาแบ่งออกเป็น ระยะที่ 1 ช่วงดูแลและการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะดูแลประชาชนและผู้ประกอบการ เช่น การยกเลิกภาษีผลิตหน้ากากอนามัย การให้สินเชื่อเพื่อรักษาระดับการจ้างงานในตลาดแรงงาน การลดค่าครองชีพค่าน้ำและค่าไฟ
ระยะที่ 2 มาตรการเยียวยา เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดจากคนสู่คน อาทิ การเติมเงิน 5,000 บาท ระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือนให้กับภาคประชาชน ภาคเกษตรกรและภาคสังคม ภายใต้โครงการเราไม่ทิ้งกัน จำนวน 15.3 ล้านคน สินเชื่อฉุกเฉิน การเลื่อนการจ่ายภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
ระยะที่ 3 มาตรการฟื้นฟู โดยเฉพาะการออกกฎหมายด้านการเงินจำนวน 3 ฉบับ ซึ่งภายใต้กรอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท ในส่วนของงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจของสังคมวงเงิน 4 แสนล้านบาท อยู่ในช่วงการพิจารณา
“มักจะเป็นข่าวอยู่เสมอว่า มีเงินอยู่ 4 แสนล้านบาท แต่ใช้ไปได้เพียงแสนเดียว ดังนั้นหน่วยงานอยู่ระหว่างพิจารณาผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้นำเงินตรงนี้ไปใช้ได้มากขึ้นเพื่อให้เงินถึงประชาชนรากหญ้าที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ ไม่ใช่งบประมาณที่นำไปสร้างอาคาร โครงการที่เสนอมาต้องถึงมือประชาชน”
นายอาคมกล่าวว่า เมื่อเราเห็นว่าเศรษฐกิจเราอาจจะมีปัญหาในช่วงระยะสั้น ๆ แต่สถานะความมั่นคงของประเทศ ทุนสำรองระหว่างประเทศมั่นคงเพียงพอ และเนื่องจากช่วงโควิด-19 ใช้งบประมาณจำนวนมาก อาจจะกระทบฐานะการคลัง รายจ่ายมีมาก ยอมรับ ทุกประเทศเป็นเหมือนกัน แต่รายรับปีนี้ คงเป้าหมายเดิม ซึ่งฐานะการคลังยังมีความมั่นคง ไม่ใช่หมายความว่ามีเท่าไหร่ก็เอามีใช้ แต่ต้องดูเสถียรภาพทางการคลังด้วย
“รัฐบาลยังเดินหน้าแผนการพัฒนา ระยะต่อไปคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ทำแผนงานต่อจากแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี คือ โครงสร้างพื้นฐาน ถนน ระบบราง สนามบิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่จะไหลเข้ามาหลังจากนี้ ในช่วงนี้จึงต้องปรับปรุง เป็นโครงการปรับปรุงใหม่ในอนาคต”