เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“เนื้อโพนยางคำ GI” 500 ล้าน สุดยอดผลิตภัณฑ์ “โคขุน” จากชุมชน
Economic “เนื้อโพนยางคำ GI” 500 ล้าน สุดยอดผลิตภัณฑ์ “โคขุน” จากชุมชน
เศรษฐกิจไทยโตแผ่ว แบงก์ติด ‘วังวนหนี้’-SMEs ดิ่งลึก
Finance เศรษฐกิจไทยโตแผ่ว แบงก์ติด ‘วังวนหนี้’-SMEs ดิ่งลึก
ลุ้นมติ กกต. 14 ก.ย. ชี้ชะตาคดี ฮั้ว สว. สู่เกมล้มสีน้ำเงิน สู้ต่ออีก 3 ศาล
Politics ลุ้นมติ กกต. 14 ก.ย. ชี้ชะตาคดี ฮั้ว สว. สู่เกมล้มสีน้ำเงิน สู้ต่ออีก 3 ศาล
‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ดันเงินสะพัดสู่ ‘รายเล็ก-ทั่วถึง’
Business ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ดันเงินสะพัดสู่ ‘รายเล็ก-ทั่วถึง’
SCB EIC ชี้กำลังซื้อบ้านยังฟื้นช้า 56% ไม่มีแผนซื้อใน 5 ปี หันหามือสอง
Real Estate SCB EIC ชี้กำลังซื้อบ้านยังฟื้นช้า 56% ไม่มีแผนซื้อใน 5 ปี หันหามือสอง
สรรพสามิต เร่งตรวจสอบเจ้าหน้าที่ หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกาย-ลักลอบขายสินค้าหนีภาษี
Finance สรรพสามิต เร่งตรวจสอบเจ้าหน้าที่ หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกาย-ลักลอบขายสินค้าหนีภาษี
อิชิตันโหมเครื่องดื่มโค้งท้าย ผนึกไทยโคโค่ผุดสินค้าใหม่
Business อิชิตันโหมเครื่องดื่มโค้งท้าย ผนึกไทยโคโค่ผุดสินค้าใหม่
ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
Economic ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
อนุทิน มั่นใจเป็นรัฐบาล 1 ปี GDP ดีขึ้น ย้ำยังไร้สัญญาณปรับ ครม.
Politics อนุทิน มั่นใจเป็นรัฐบาล 1 ปี GDP ดีขึ้น ย้ำยังไร้สัญญาณปรับ ครม.
ททท. จับมือ FLYNOW ขับเคลื่อน Soft Power แดนใต้ ผสานแฟชั่น–วัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยว
Business ททท. จับมือ FLYNOW ขับเคลื่อน Soft Power แดนใต้ ผสานแฟชั่น–วัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยว
ดูทั้งหมด

“บิ๊กตู่” เปิดใจ 12 ภารกิจ ขับเคลื่อนประเทศ เผย 3 ปี อัดฉีดรากหญ้า 2 ล้านล้าน!

20 ต.ค. 2560 | 21:00น.

วันที่ 20 ตุลาคม 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า ในปัจจุบัน “เกณฑ์ชี้วัด” ต่างๆ ทางเศรษฐกิจ มีทิศทางที่ดีขึ้นในภาพรวมโดยลำดับ ซึ่งเชื่อว่าจะทยอยส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ “ระดับฐานราก” ในอนาคต อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหารายวัน คือ เรื่องปากท้องและการทำมาหาเลี้ยงครอบครัว

3 ปี อัดฉีดรากหญ้า 2 ล้านล้าน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า 3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลดำเนินมาตรการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนฐานรากกว่า 2 ล้านล้านบาทอาทิ 1.กลุ่มเกษตรกร “รอบแรก” เป็นซ่อมสร้าง โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใน 3 เดือน วงเงินกว่า 360,000 ล้านบาท “รอบสอง” ช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ประกอบด้วย 4 มาตรการวงเงินรวมกว่า 45,000 ล้านบาท ได้แก่ (1) การดูแลภาระหนี้สินเกษตรกรด้วยการพักชำระเงินต้นเป็นเวลา 2 ปี และการลดดอกเบี้ยสำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อ ธนาคารเพื่อการ เกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ ราว 2 ล้านรายๆ ไม่เกิน 5 แสนบาท

(2) การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแก่เกษตรกรจำนวน 3 แสนราย (3) การประกันภัยพืชผล 7 ประเภท ให้เกษตรกร 1.5 ล้านราย ครอบคุลมพื้นที่ 30 ล้านไร่ และ (4) การช่วยเหลือปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 3.7 ล้านรายละไม่เกิน 10 ไร่ๆ ละ 1,000 บาท เป็นต้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า 2.การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อาทิ การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากพายุตาลัสและพายุเซินกา ครัวเรือนละ 3,000 บาท ใช้กรอบวงเงินงบประมาณ ราว 1,700 ล้านบาท เป็นเกษตรกรใน 36 จังหวัด เป็นพื้นที่มากกว่า 4 ล้านไร่ ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง รวมทั้งพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง กว่า 27,000 ไร่ เป็นต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องเกษตรกร ในการชำระหนี้ ค่าใช้จ่ายรายวัน และ 3.โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนแก่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพอิสระมีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี

ตั้งเป้า “ร้านธงฟ้า” 18,000 แห่ง-ตำบลละ 1 แห่ง

“การลงทะเบียนฯครั้งแรก กลางปี 2559 เป็นมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีผู้ลงทะเบียนฯ ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ราว 8 ล้านคน รวมเป็นวงเงินราว 17,000 ล้านบาท ครั้งที่ 2 ในปัจจุบัน เป็นการให้สวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แบ่งการช่วยเหลือออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 300 บาท และ ค่าเดินทาง 1,500 บาท มีผู้ลงทะเบียนฯ และผ่านคุณสมบัติตามโครงการ กว่า 11 ล้านราย”

ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายรายวันนั้นจะผูกโยงกับการซื้อขายสินค้าที่จำเป็นในครัวเรือน กว่า 300 รายการ จากผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคของรัฐบาล ด้วยการจำหน่ายสินค้าในราคา “ต่ำกว่าตลาด” ร้อยละ 20 ร้านธงฟ้า มีอยู่กว่า 6,000 แห่ง ทั่วประเทศ เป้าหมาย คือ แต่ละตำบลต้องมีร้านธงฟ้า อย่างน้อย 1 แห่ง ในอนาคตอันใกล้ จะขยายให้ได้ 18,000 แห่ง

ขยายปริมาณสินค้าจาก “ร้านธงฟ้า” สู่ “ตลาดชุมชน”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การดำเนินการในระยะแรก อาจยังติดขัดอยู่บ้าง ก็ต้องช่วยกันปรับปรุง แก้ไข แจ้งปัญหากลับครับ โครงการใหญ่ ที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน รายละเอียดในการปฏิบัติมาก หลายหน่วยงานเข้าไปเกี่ยวข้อง ระยะต่อไปจะเชื่อมโยงตลาดชุมชน ตลาดเดิมๆ ให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย สร้างโอกาสให้กับเกษตรกร ผู้ผลิตสินค้า OTOP ผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้าน ได้มีพื้นที่ขายสินค้าเหล่านั้น ส่วนการกระจายรายได้ การสร้างความเข้มแข็งเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน รัฐบาลมีแนวทางในการส่งเสริมจัดตั้ง “ตลาดประชารัฐ” ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในตลาด

“เรื่องบัตรสวัสดิการนี้ เป็นเพียงแนวทางหนึ่งของรัฐบาล แก้ไขปัญหาผู้มีรายได้น้อย แบบมุ่งเป้าและยั่งยืน เน้นตอบสนองความต้องการพี่น้องประชาชนให้ตรงจุด ตอบโจทย์ให้ตรงประเด็น รัฐบาลจะวางโครงสร้าง ฐานข้อมูลกลางภาครัฐ เชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การวิเคราะห์และกำหนดมาตรการ เพื่อให้ความช่วยเหลือไม่ซ้ำซ้อน ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา จึงจะเป็นการบริหารจัดการต่อปัญหาของผู้มีรายได้น้อยได้อย่างยั่งยืน อย่างแท้จริง”

ผุด “โปรแกรมฝึกอาชีพ” สวัสดิการรัฐ เฟส 2

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการช่วยเหลือในอนาคต จะเป็นมากกว่าการให้สวัสดิการ (Welfare) โดยจะส่งเสริมอาชีพ การฝึกทักษะแรงงาน หรือการเพิ่มศักยภาพของแรงงาน (Workfare) มีแนวความคิดในการสร้างแรงจูงใจ ให้กับผู้มีรายได้น้อยไม่ว่าจะอยู่ในวัยแรงงาน หรือวัยชรา ที่มีความพร้อมทำงานตามขีดความสามารถ และตามความสมัครใจ สำหรับเข้าโครงการอบรม การเสริมความรู้ งานช่างฝีมือ ซ่อมรถ ซ่อมแอร์ ช่างไฟฟ้า ช่างประปา หรืองานประกอบ ทำขนม เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะอำนวยความสะดวกและแสวงความร่วมมือกลไก “ประชารัฐ” ในพื้นที่ ในแต่ละชุมชน ต่อไป

ปั้นตลาดพื้นบ้าน-เกษตรกร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลจะทำต่อไป คือ การสร้างตลาดประชารัฐประเภทต่างๆ รัฐบาลกำลังดำเนินการ จะต้องไปรวบรวมข้อมูล จะพัฒนาอย่างไร ไม่ใช่สร้างไปแล้วไม่มีคนขาย ไม่มีคนซื้อ เราต้องสร้างให้ครอบคลุม หลายประเภทด้วยกันกำลังดำเนินการอยู่ กระจายในทุกพื้นที่ มีสินค้าที่หลากหลาย ที่มีคุณภาพ เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ สมุนไพร

“ตลาดที่เราส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มีการปลูกพืช เอามาตรงนี้มันจะได้มีตลาดขายของเขา ประชาชนเอาเข้ามาขายเอง หรือมีคนรวมมา แต่ขอให้เป็นกลไกของภาคประชารัฐทำมันจะได้ชัดเจนขึ้น จะมีสินค้าชุมชน สินค้าสุขภาพ สมุนไพรนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเปิดช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร และสินค้า OTOP ต่างๆที่มีมากมายให้กว้างขวางขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน”

เกษตรกรรายได้เพิ่ม 990-1,100 บาทต่อไร่

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลายปัญหาที่รัฐบาลและคสช.ทุ่มเทความพยายามในการแก้ปัญหา ไม่เพียงในระยะเร่งด่วน แต่ต้องการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในอนาคต อาทิ 1.นโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรม ราว 150 ล้านไร่ มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนราว 5.7 ล้านครัวเรือน ผลการดำเนินการปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ มากกว่า150,000 ราย รวมเป็นพื้นที่แปลงใหญ่ กว่า1,900 แปลง รวมกันเกือบ 2 ล้านไร่ ครอบคลุมสินค้าเกษตร 74 ชนิด ทำให้เกษตรกรเข้มแข็ง ช่วยลดต้นทุนการผลิตลง เพิ่มคุณภาพผลผลิตสูงขึ้น ส่งผลให้ในปี 2560 เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ราว 990 – 1,100 บาทต่อไร่ และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรให้เหมาะสม เป็นอีกมาตรการหนึ่ง ที่มีความจำเป็น และเป็นประโยชน์ เช่น ข้าวโพด จำเป็นต้องลดการปลูกในพื้นที่ไม่ถูกต้อง บุกรุก ผิดกฎหมาย หาพื้นที่ปลูกใหม่ให้ถูกต้อง เหมาะสม ผลผลิตข้าวโพดมีความสำคัญ ผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ

เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราดึงราคาขึ้น

2.การรักษาเสถียรภาพราคายางพารา เพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางในประเทศ ด้วยการทำถนนและซ่อมแซมเส้นทางที่ชำรุด เน้นเส้นทางเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน – ชุมชน – แหล่งผลิตและตลาด เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้อง การใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพไม่เกิดอุปสรรคการเดินทาง ในระยะแรกให้กระทรวง กลาโหม ดำเนินการโดยเร่งด่วนจำนวน 129 เส้นทาง ระยะทางรวม 212 กิโลเมตร กระจายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศวงเงิน 1,013 ล้านบาทใช้น้ำยางกว่า 1,070 ตัน

ทั้งนี้ การก่อสร้างและปรับปรุง “ถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีตผสมยางพารา” นี้ เป็นการขยายผลจากการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยยางกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโน โลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้เคยทดลองสร้างถนนตัวอย่าง ปรากฏว่า “น้ำยางพารา” ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับถนน ใช้แทนยางมะตอยได้ดี สามารถทำได้เร็วมากเพียง 1–2 วัน

สร้างถนนจากยางพาราเพิ่ม 1,000 เส้นทาง

ค่าใช้จ่าย “ต่อตารางเมตร” ถนนยาง พาราถูกที่สุด คือ 200–300 บาท ถนนยางมะตอย 350–400 บาท และถนนคอนกรีต 750–800 บาท อีกทั้ง ยังมีอายุการใช้งานนานถึง 10 ปี หรือนานกว่าถนนยางมะตอย 2 เท่า ไม่มีฝุ่นดินอีกด้วย ระยะต่อไป อาจมีการขยายผลในอีกราว 1,000 เส้นทาง ซึ่งสำรวจความต้องการของประชาชนและชุมชนไว้ในเบื้องต้นแล้ว

สางปัญหาขาดทุนรัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า 3. การแก้ปัญหาของรัฐวิสาหกิจเป็นประเด็นสำคัญ รัฐบาลต้องปรับปรุงแก้ไขปัญหาโดยเร็ว ให้การดำเนินงานของภาครัฐโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ปัญหาการขาดทุนของรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่สะสมมานาน จนกลายเป็นภาระของรัฐบาล ที่ต้องให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ใน 2–3 ปีที่ผ่านมา รัฐวิสาหกิจที่ต้องเร่งฟื้นฟูข้างต้นหลายแห่งเริ่มมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง มีการปรับปรุงการดำเนินงานที่มีแนวทางชัดเจน เช่น กรณีบริษัทการบินไทย ที่ประสบปัญหาขาดทุนมานานภายหลังแผนการปรับปรุง 4 ด้านในปี 2557 ได้แก่ การบริหาร, การสร้างรายได้, การลดค่าใช้จ่าย และการแก้ไขโครงสร้างทางการเงิน มีทั้งการลดจำนวนพนักงาน การยกเลิกเที่ยวบินที่ขาดทุน, การปรับปรุงเส้นทางการบิน, การปรับปรุงระบบการขาย

การบินไทย : ปรับกลยุทธ์หลังไอเคโอปลดธงแดง

ประกอบกับการได้รับเงินจากกระทรวง การคลัง มาเสริมสภาพคล่อง ส่งผลให้การดำเนินงานส่วนใหญ่ เป็นไปตามแผนที่กำหนด รายได้รวมใกล้เคียงกับเป้าหมาย อัตราการขนส่งผู้โดยสารสูงกว่าคู่แข่งโดยเฉลี่ย ในปีนี้ได้เน้นการปรับระบบการจองตั๋วผ่านอินเตอร์เน็ต ให้มีสัดส่วนขึ้น รวมถึงการบริหารทรัพย์สินเพื่อลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แม้ผลงานปรับดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังต้องดำเนินการอีกหลายอย่าง

“นอกจากนั้นต้องมีการปรับกลยุทธ์ เพื่อรองรับโอกาสจากการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวและการปลดธงแดงขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งเป็นผลสำเร็จแล้ว กำกับดูแลคุณภาพการให้บริการให้เหมาะสมด้วย จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน”

SME Bank : ปรับตัว…DigitalTransformation

อีกรัฐวิสาหกิจที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างชัดเจนและเป็นไปตามแผน ก็คือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) แผนฟื้นฟูช่วงแรก มีการดำเนินงาน 4 แนวทาง ได้แก่ (1) การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยจัดกลุ่มลูกหนี้ แยกตามสถานะ และมีกระบวนการดูแลหรือปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละกลุ่ม

(2) การบริหารสินเชื่อที่มีคุณภาพดี และให้สินเชื่อขยายตัวต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มรายได้ โดยปรับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อให้กระชับขึ้น มีกลไกการพิจารณาที่มีมาตรฐาน เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงเงินทุนได้ (3) การบริหารสภาพคล่อง เพื่อให้มีสัดส่วนเงินกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้นและปรับให้แหล่งที่มาของเงินทุนเป็นระยะยาวเช่นกันเพื่อลดความเสี่ยง และ (4) การสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงานและจัดโครงสร้างกำลังคนให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ

ที่ผ่านมา การปล่อยสินเชื่อให้กับSMEs เป็นไปตามเป้าหมาย มีการบริหารจัดการต้นทุนและรายได้ต่อเนื่อง ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ทยอยลดลง ยังสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดเล็กน้อย อย่างไรก็ตามธนาคารฯ ยังคงมีอัตราส่วนเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

“ระยะต่อไป ธนาคารฯ จะต้องจัดทำแผนขับเคลื่อนองค์กรระยะยาวเพื่อสร้างความ แข็งแกร่ง ปรับตัวเป็น “องค์กรดิจิทัล” (DigitalTransformation) เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดต้นทุนด้วย”

สำหรับรัฐวิสาหกิจอื่นๆต้องเดินหน้าทำงาน ให้ได้ตามแผนที่วางไว้ แก้ไขปัญหา และลดภาระทางการเงิน ให้ได้มากที่สุดนะครับ ที่สำคัญในทุกกรณี เมื่อแก้ไขปัญหาแล้ว ต้องมีกระบวนการหรือกลไกในการติดตามดูแล กรอบการปฏิบัติงานไม่ให้เกิดปัญหาเดิมๆ ซ้ำ ไม่ไปสร้างปัญหาใหม่ๆอีก การแก้ปัญหาที่รัฐบาลและ คนร.พยายามผลักดันให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการอยู่นั้น จะต้องทำให้มีประสิทธิภาพ ไม่ขาดทุน สามารถสร้างรายได้ให้กับภาครัฐได้ และให้บริการกับพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง

“จะเอายังไงให้บอกมา”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงความตั้งใจส่วนหนึ่งที่รัฐบาลต้องการดูแลปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน รวมทั้งพัฒนาการบริหารจัดการของภาครัฐเอง วันนี้ ประเทศไทยยังมีประเด็นปัญหาอีกหลายประการ ที่รอการแก้ไข ทั้งจากภาครัฐ ที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน รวมทั้งฝั่งภาคธุรกิจ

“เพื่อให้การแก้ปัญหาให้ตรงจุด เกาถูกที่คัน ตามที่ต้องการอย่างทั่วถึง ถ้ามีวิธีการที่ดีกว่านี้ก็บอกผมมานะครับ ถ้าทำอย่างนี้แล้วมันยังไม่ดีพอ ท่านจะเอายังไงก็บอกมานะครับ ท่านที่มีความคิดเห็นก็เสนอมาได้นะครับ แต่อย่าไปบอกว่าควรจะใช้งบประมาณเหมือนเดิม เป็นไปไม่ได้นะครับในวันนี้และวันหน้า”

เปิดแนวคิด 12 ภารกิจรัฐบาล-คสช.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าเรื่องที่อยากจะขอถ่ายทอดแนวความคิดของรัฐบาลที่คุยกัน หาหนทางกันตลอดเวลา ว่าเรามีมุมมองต่อปัญหา และแนวทางที่เราจะต้องร่วมกันแก้ไขต่อไปได้อย่างไร นอกจากการสร้างตลาดประชารัฐที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

เรื่องที่ 1. คือ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรประชาชนเก่งขึ้น เข้มแข็งขึ้น พอเพียงและมีความสุขมากขึ้น รวมทั้ง เข้ามามีส่วนร่วมในนโยบายและ การบริหารของประเทศ มากขึ้นในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนต้องเรียนรู้ พื้นฐานระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ไม่ใช่แบบเดิมๆที่ผ่านมา

“เราต้องเป็นประชาธิปไตยที่คงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยบ้างหรือไม่ ช่วยกันคิด ผมว่ามันจำเป็น ถ้าวันนี้เราจะไปสู่ประชาธิปไตยวันหน้า เราต้องเข้าใจระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมายต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น ถ้าทุกคนไม่พูดกฎหมายมันไปไม่ได้ทั้งหมด”

ยุทธศาสตร์ชาติสร้างความต่อเนื่อง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มันจะทำให้เกิดผลประโยชน์ กระจายไปทุกพื้นที่ ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย อย่างเป็นธรรม วันนี้ที่มันยาก ที่มันช้าเพราะเราทำไปทั้งประเทศ แต่ถ้าเราทำเป็นกลุ่มมันก็ไม่ยากนัก ที่ผ่านมาก็ทำเป็นกลุ่มๆ แก้ปัญหาเป็นรายปีไป แล้วมันก็เกิดอีก วันนี้มันก็ลำบากกันก่อน วันหน้ามันก็ได้ดีขึ้นกว่านี้ มันก็ต้องแลกเอา เอาสบายแต่มันไม่ยั่งยืน ได้ไม่ครบกลุ่ม ไม่ครบพวก ประชาธิปไตยไม่เข้มแข็ง เราจะต้องลดช่องว่างรายได้ของคนทุกระดับให้แคบลงให้ได้ ทุกฝ่าย ทั้งประชารัฐในรัฐบาลปัจจุบัน และ ขอความเห็นของนักการเมืองทุกพรรคด้วย

“เราจำเป็นต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปติดกับ 20 ปีล้าสมัย ไม่ใช่เลย เราต้องการให้มีความต่อเนื่อง ไม่สะดุด ทุกรัฐบาลก็เดินหน้าไปตลอด 20 ปี ท่านจะมีนโยบายต่างๆมาก็ต้องร่วมกัน ทุกพรรคการเมือง ช่วยกันวางกรอบตามที่รัฐบาลและ คสช. ได้วางไว้แล้วในขั้นต้น ผมก็เพียงแต่วางไว้ให้ แล้วท่านจะปรับเปลี่ยนอะไร ท่านก็ว่าไปตามกฎหมายก็มีอยู่แล้ว การร่วมมือกันทำงาน แน่นอน ทุกความคิดทุกวิธีการมันมี ที่แตกต่าง คนไทยต้องเก่งทุกคน แต่ต้องแยกให้ออกว่า อะไรคือยุทธศาสตร์ชาติ อะไรคือนโยบายพรรค เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในทุกด้าน บนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส รวมทั้ง ปราศจากการทุจริต การทำประชานิยมในสิ่งที่ผิด จะนำผลเสียมาสู่วินัยการเงิน การคลัง ของประเทศ ในระยะยาว อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว”

“ขณะเดียวกัน ก็จะต้องลดความขัดแย้ง ในทุกมิติ ต้องตอบว่าแล้วท่านจะทำอย่างไร ท่านบอกว่าผมทำไม่สำเร็จ แล้วท่านจะทำอะไรบ้าง สร้างความปรองดอง ในทุกกิจกรรม ช่วยกันได้ยังไง โดยเฉพาะด้านการเมือง และ ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้เกิดความมีเสถียรภาพที่ยั่งยืน”

ร่วมมือ-ไว้วางใจ-เกื้อกูล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า 2. ในภาพรวม อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน สร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ช่วยกันทำในสิ่งดีๆ ให้กับคนไทยด้วยกันเอง ประเทศชาติของเรา จะดีขึ้นได้อย่างไรโดยปราศจากความขัดแย้ง ภาคธุรกิจ ก็ต้องไม่มุ่งหวังเพียงผลประโยชน์ หรือการผูกขาด แต่เพียงอย่างเดียว สังคมก็ไม่ไว้วางใจ เราต้องช่วยกันคิด เกื้อกูลกัน ให้เกิดการกระจายรายได้ ให้เกิดความเป็นธรรมไปถึงทุกคน ทุกกลุ่ม รวมทั้งยึดโยงไปสู่ผู้มีรายได้น้อยในทุกสาขาวิชาชีพ ทุกระดับด้วย

“ข้อสำคัญ เราต้องแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นให้ได้ ในทุกระดับ ทั้งในเรื่องของการสร้างระบบป้องกัน ระบบแก้ไข ระบบการบริหารจัดการ ต่างๆ ให้มันโปร่งใสให้ได้ ทุกองค์กร ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน เพราะเป็นการใช้จ่าย หรือการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจ ที่ไม่ถูกกฎหมายถ้าเราไม่ทำให้ถูกต้อง เงินทุจริตมันก็จะวนเวียนมากในพื้นที่ ธุรกิจสีเทา หรือธุรกรรมเลี่ยงการเสียภาษี อันนี้แหละครับเงินมันจะแพร่อยู่ในระบบเศรษฐกิจ มันก็ทำให้เกิดดีมานด์เทียม ซัพพลายเทียม ซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ยั่งยืน ให้กับประเทศ”

3. ในส่วนของภาครัฐ การใช้งบประมาณในการดูแลประชาชน ต้องช่วยกันคิด ว่า เราควรต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มอาชีพต่างๆ ที่มีรายได้ที่แตกต่างกันด้วยหรือไม่ โดยนำความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชนมาเป็นเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่กระจุกตัว ไม่ซ้ำซ้อน ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มากจนเกินไปเพราะเป็นภาษีโดยรวมของประเทศ

“ผู้มีรายได้น้อยควรได้รับการดูแลที่ดี”

ทั้งนี้โดยหลักการ วิชาการ ผู้มีรายได้น้อยก็ควรได้รับการดูแลมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่มีรายได้ดีกว่า มันก็ต้องมี ตัวเลขออกมา เพราะฉะนั้น “ความเสมอภาค” ที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ก็คือ การทำให้ทุกคนไม่ว่าจะยาก ดี มี จน ควรได้รับโอกาส เข้าสู่ห่วงโซ่ อย่างเท่าเทียมกัน โดยเริ่มจากทำให้สามารถ “อยู่รอดอย่างพอเพียง และยั่งยืน” ได้ ในที่สุด เช่น มาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อย ที่ได้กล่าวไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ใช้งบประมาณในการดูแลกลุ่มอื่นๆ ด้วย ตามความเหมาะสม

4. เกษตรกรก็ต้องเก่งเรื่องเกษตรสมัยใหม่ ไม่ทันโลกแน่นอน เรื่องพันธุ์พืช การลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้ยาฆ่าแมลงลงไปตามลำดับ และบางพื้นที่อาจจะไม่ใช้เลย หรือไม่ใช้อยู่แล้วในเวลานี้ แต่ละพื้นที่มันต่างกัน เพราะที่ผ่านมาอิสระเสรี แมลง หรือโรคพืชลุกลาม ตรงไหนใช้ยาใช้สารมากๆ มันก็ไม่ไป แต่มันก็อันตรายแก่คนไง ฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนไปทำเกษตรอินทรีย์กันบ้าง ตามทิศทางของโลก อีกทั้ง ยังต้องมีความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง ปัจจัยอื่นๆ อาทิ ลมฟ้าอากาศ สำหรับการเพาะปลูกพืช ได้อย่างเหมาะสม

5. อุตสาหกรรม ก็ต้องผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ และตลาด อย่าไปคิดว่าจะทำนี่แล้วจะขายดี ต้องไปหาการตลาดให้ได้นะ ให้ชัดเจนขึ้นทั้งตลาดภายใน และภายนอกประเทศสามารถแข่งขันได้ ขณะเดียวกันต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น

6. การท่องเที่ยวและบริการเราต้องให้ความสำคัญในเรื่องความน่าเชื่อถือ ว่ามาเที่ยวบ้านเราแล้วเป็นยังไง ปลอดภัยนอกจากสนุกแล้วยังต้องปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย ให้เกิดความประทับใจ ให้เขากลับมาเยือนบ้านเมืองเรา อีกหลายๆครั้ง ทั้งนี้ เพื่อให้มีการกระจายได้ลงสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง ให้มากที่สุด เพราะทุกคนก็จะได้ประโยชน์จากตรงนี้มาในเรื่องของที่พัก อาหาร เรือ ที่พัก เรื่องขนส่ง

วอนเอกชน “ลดราคา” สินค้า ลบภาพเอื้อประโยชน์

7. ในกลุ่มผู้มีรายได้สูงหรือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ การเสียสละ และเกื้อกูล ไปสู่ผู้มีรายได้น้อย อันนี้เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เราจะต้องเพิ่มการกระจายรายได้ จะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ทำให้ทุกคนเกิดความพอใจ คนไทยพอใจ บริษัทของท่านก็มีชื่อเสียง ได้รับกุศลผลบุญที่ได้ทำไว้ ด้วยความเต็มใจของท่าน อันนี้ก็ขอให้ทุกคนได้ช่วยกัน

“รัฐบาลขอให้หลายภาคเอกชนเข้ามาช่วย ตามกำลังความสามารถ ผมก็ขอบคุณหลายกลุ่มหลายบริษัทก็เข้ามาร่วม หลายบริษัทก็ยังไม่มา ก็มีจำนวนมาก ก็ขอให้ช่วยกันแล้วกัน ถ้าช่วยกันเล็กๆน้อยๆ จะดีขึ้น ต้องให้ประชาชนเข้าใจว่าเราไม่ได้ทำเป็นการเอื้อประโยชน์ เพราะฉะนั้นต้องลดราคาของลง คนที่มีรายได้น้อยก็เข้าถึงได้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นก็จะบอกว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ เขาก็ต้องมาแสดงตัว แสดงสิ่งที่จะทำให้เกิดประโยชน์โดยรวมให้ได้ ให้สังคมเข้าใจ วันนี้ก็เป็นเพียงระยะแรกเท่านั้น ก็ต้องเร่งให้เร็วขึ้น วันหน้าเราต้องเร่งให้กลุ่มฐานราก กลุ่มประชาชน ประชารัฐเข้มแข็งขึ้นอีกช่องทางหนึ่ง ทั้งการเพาะปลูก การผลิต การแปรรูป ทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ครบวงจร”

8. ในส่วนของภาครัฐการกำหนดนโยบายสาธารณะ จำเป็นต้องมีเพื่อดูแลพี่น้องประชาชน และขับเคลื่อนประเทศ ก็จะต้องมีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนตามปัจจัย หรือบริบท ภายใน ภายนอกได้ แต่ต้องคำนึงถึงหลักการ และเป้าหมายที่มุ่งสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน และ ประเทศชาติ โดยรวม ซึ่งต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง และ ไม่เป็นปัญหาด้านงบประมาณ รวมถึง การปรับปรุงระบบภาษี ไม่ได้มุ่งหมายไปเก็บภาษีใคร เราต้องปรับภาษีให้เป็นธรรม ผู้มีรายได้น้อย รายได้มาก จะเป็นยังไง ทำยังไงไม่ให้มีผลกระทบ ให้เกิดความพึงพอใจ เกิดความเป็นธรรมได้ทั่วถึง เรื่องนี้เราคงต้องศึกษารายละเอียดกัน ต่อไป

9. การพัฒนากองทุนแห่งรัฐ เราต้องมีการพัฒนาในทุกกิจกรรม ควรจะต้องสอดคล้องกับความต้องการ อาทิ การศึกษา การสาธารณสุข ซึ่งยังไม่สมบูรณ์นัก ให้มีการการพัฒนาและการเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และทั่วถึง ปัจจุบันนั้นเราต้องยอมรับว่าเรามีแรงงาน และประชาชน จำนวนไม่น้อย ที่มีการศึกษาค่อนข้างต่ำ หรือไม่อยู่ในระบบการศึกษา ด้วยความจำเป็นในการดำรงชีวิต โอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน วันนี้เขาต้องออกมาทำงานกลางคัน ไม่มีการศึกษาต่อ การเรียนรู้ก็น้อยลง ทำงานตามหน้าที่ ตามความชำนาญไปเรื่อยๆ รายได้ก็อยู่เท่านั้น

เพราะฉะนั้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไปสู่ Thailand 4.0 เราต้องพยายามเน้นให้คนของเรา มีหลักคิด มีสามัญสำนึก มีความคิดสร้างสรรค์ ที่ถูกต้องเหมาะสม มีความคิดที่จะพัฒนาตนเองเป็นพลเมืองดีมีคุณภาพในสังคม ถ้าเรียกร้องแล้วไม่พัฒนา มันก็ลำบากนะที่จะได้อะไรกลับมาง่ายๆ ในวันนี้และวันหน้า

รวมถึง เราจะต้องสามารถสร้างงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศได้ด้วย เราจะต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนา กำหนดมาตรฐานสากล (สมอ./ อย.) และ การจดสิทธิบัตรทางปัญญา ในเรื่องของยา อะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็ต้องรองรับอย่างเหมาะสม กฎหมายก็ต้องเดินไปด้วยนะครับ แก้ไขปรับปรุง

10. ในด้านการบริการสังคมภาครัฐจะต้องมีการจัดทำระบบบรรเทาสาธารณภัย น้ำท่วม ฝนแล้ง ฯลฯ อย่างเหมาะสม เป็นขั้นเป็นตอน เราต้องพิจารณา ทั้งการป้องกัน บรรเทา และการแก้ไขฟื้นฟูโครงการต่างๆ ที่จำเป็น เราจำเป็นต้องทำกันที่ไหน อย่างไร หรือไม่ ประชาชนต้องช่วยกันคิดแล้วนะครับ เราจะต้องลดค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ถ้าเราลดค่าใช้จ่ายในการเยียวยาจากน้ำท่วม ฝนแล้ง ลงไปได้มากพอสมควร เราจะเอาเงินเหล่านี้กลับมาดูแล คนมีรายได้น้อย หรือรายได้ปานกลางได้มากขึ้น

“สิ่งที่ทำง่ายๆ วันนี้คือ เราจะทำยังไงกับการจัดการกับสิ่งกีดขวางทางน้ำตามธรรมชาติ ที่มันมีอยู่ในปัจจุบัน เพราะว่าผังเมือง บางทีก็ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเต็มที่ มีการสร้างถนน เส้นทาง บ้านพัก หมู่บ้าน ที่พักอาศัยต่างๆ เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก ขวางเส้นทางน้ำทั้งสิ้น ทีนี้ถ้าไปรื้อมาจะทำได้ไหม แม้จะเป็นการยาก ในเรื่องของน้ำท่วม ฝนแล้งเหล่านี้ มันป้องกันไม่ได้ 100% เพราะมันขึ้นอยู่กับธรรมชาติ แต่เราต้องลดการสูญเสียชีวิตทรัพย์สินลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยการทำสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมาให้ได้บ้างนะครับ ในที่ดินที่ประชาชนเป็นเจ้าของทั้งหมดนี่แหละ จะทำยังไง ก็ต้องหารือช่วยกัน”

11. การผลักดันงานเฉพาะด้านต่าง ๆ เหล่านี้ เราต้องการระบบบริหารราชการ ที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ วันนี้รัฐบาลก็ปรับมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องของวิธีการ ในเรื่องขององค์กร บุคลากร ระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายต่างๆ หลายร้อยฉบับ ที่กำหนดขึ้นนั้น ผมก็บอกไปแล้วว่า เราต้องสร้างประโยชน์ต่อประชาชนทุกกลุ่มให้ได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่มีบทกำหนดโทษที่รุนแรงอย่างเดียว มันต้องมีกฎหมายที่จะทำให้ประชาชนเกิดความร่วมมือให้ได้ด้วย ให้มันเป็นธรรม

“อย่าคิดว่าราชการจะใช้กฎหมายได้อย่างเดียว มันต้องอาศัยความร่วมมือด้วย กฎหมายต้องเป็นแบบนี้นะครับ ต้องจัดทำกฎหมายที่เกื้อกูล ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ อย่างเป็นธรรม ไม่ทุจริต กิจกรรม แผนงาน โครงการ ที่ดี ไม่มีปัญหาของรัฐบาล ก็ต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงระบบงบประมาณของประเทศด้วย เราต้องพิจารณาให้เหมาะสม”

ทั้งหมดนี้เป็นแนวความคิดของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลที่ต้องการจะสื่อสารให้คนไทยทุกคน ทุกกลุ่ม ได้ร่วมกันแสวงหาทางออก ให้กับประเทศของเราให้มีความ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ตลอดไป ไม่อยากให้เข้าใจกันผิดพลาดต่อไปอีก วันหน้ามันอันตราย

ขอแรงร่วมปฏิรูปประเทศ

สุดท้ายนี้ ก็ขอความร่วมมือ จากพี่น้องประชาชน คนไทยทุกคน เรายังมีอีกหลายเรื่อง ที่จะต้องปฏิรูปร่วมกัน อาทิ การศึกษา ระบบประกันสุขภาพ – สาธารณสุข การแก้ไขปัญหาขยะอุดตัน ต้องแก้วันนี้เลยนะครับช่วยกัน ดูเรื่องการทิ้งขยะ การแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง และการจราจรติดขัดเห็นแก่ตัว ไม่เคารพกฏจราจร มันแก้ได้ทันทีพวกนี้ อาจจะดีขึ้น การใช้ที่ดิน – การบริหารจัดการน้ำ – การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม การทำการเกษตรแผนใหม่ และอุตสาหกรรม จะต้องทำทุกอย่างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรามีต้นทุนไม่มากนัก

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มากมายที่เราต้องแก้ไขปรับปรุง ทั้งการคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร สารสนเทศ และอื่นๆ ความมั่นคงทางพลังงาน และ การแสวงหาแหล่งพลังงานทางเลือกที่เหมาะสม การจัดระบบ และยกระดับรัฐวิสากิจใหม่ เป็นต้น สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกการปฏิรูป คือ เราต้องเริ่มที่ “ตนเอง และครอบครัว” ก่อนเสมอ ส่วนกลุ่มต่างๆ ทั้งเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา “ปัญญาชน” ทั้งหลาย ก็ต้องขอความร่วมมือ ให้ช่วยกันสร้างความเข้าใจ อย่างทั่วถึง ด้วยเพราะเป็นอนาคตของประเทศ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บิ๊กตู่