ประยุทธ์ เสริมแกร่ง “คนตัวเล็ก” ผุด “คนละครึ่งภาคเอสเอ็มอี”
พล.อ.ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะ บอร์ด สสว. ปั๊มหัวใจเอสเอ็มอี ล้มแล้วต้องลุก-วิ่งต่อไป ผุด “คนละครึ่ง” ภาคเอสเอ็มอี เสริมสภาพคล่อง สร้างแต้มต่อจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้าน
เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ด สสว.) ว่า เป็นการประชุมเพื่อขับเคลื่อนแผนงานและงบประมาณในปี 2564-2566
“วันนี้ต้องคำนึงถึงการไม่ให้ล้ม ล้มแล้วต้องพยุงกันไว้ ถ้าแข็งแรงอยู่ก็ต้องให้วิ่งได้ต่อไป หรือต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของการลงทุน การประกอบธุรกิจให้มีนวัตกรรม เพิ่มรายได้ เพิ่ม Valuated ในระบบเพื่อให้มีรายได้เข้าประเทศด้วย ใช้สินค้าไทย และผลิตภัณฑ์เพื่อการวิจัยและพัฒนาต้องนำขับเคลื่อนสู่ตลาดให้ได้ โดยเฉพาะการใช้งบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง”
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในวันนี้ได้เร่งรัดการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนไปด้วยให้สามารถจัดซื้อจากหน่วยราชการได้ แต่ต้องขึ้นทะเบียน ซึ่งตนได้ปลดล็อกไปให้แล้ว
ด้านนายวีรพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ได้มีการปรับแผนการอุดหนุนของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อค้ำประกันให้กับเอสเอ็มอีเพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ สำหรับเป้าหมายในการส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ เพิ่งเข้า หรือ รายย่อย ขนากลาง และขนาดย่อม โดยเป้าหมายเพื่อให้สอดรับกับโลกปัจจุบัน รวมสถานการณ์หลังโควิด-19 เรื่องการปรับตัว

นายวีรพงศ์กล่าวว่า สสว.มีแนวทางเสนอบอร์ด สสว.เพื่อทราบและดำเนินการ ผ่านระบบผู้ให้บริการทางธุรกิจ (Business Development Service : BDS) หรือการจ่ายคนละครึ่งภาคเอสเอ็มอี เช่น การตรวจรับรองมาตรฐาน การพัฒนาสินค้า เป็นกลไกอุดหนุนให้กับเอสเอ็มอีสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนที่จะใช้ในการพัฒนาเอสเอ็มอีได้ ซึ่งมีงบเตรียมไว้สำหรับปี 64 ประมาณ 80 ล้านบาท
“ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการให้ความช่วยเหลืออุดหนุนจากเงินกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผ่านระบบผู้ให้บริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจ พ.ศ. …. และคาดว่าจะนำเสนอบอร์ด สสว. ได้ภายในเดือนมีนาคม 2564”
นายวีรพงศ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้พูดถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐปกติ ซึ่งอยู่ระหว่างเปิดขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบการ ปัจจุบันขึ้นทะเบียนแล้ว 1,000 กิจการ ตั้งเป้าปี 2564 ประมาณ 100,000 กิจการ
ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางมีฐานข้อมูลตัวเลขเอสเอ็มอีจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐประมาณ 300,000 ราย ในส่วนของสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ 126,000 ราย โดย สสว.ตั้งเป้าจัดซื้อจัดจ้าง 10% ของงบประมาณหน่วยต่าง ๆ คาดว่าปี 64 จะนำขึ้นระบบจัดซื้อจัดจ้างประมาณ 100,000 ราย หรือคิดเป็นแต่ละปี 1.3 ล้านล้าน โดยแบ่งออกเป็นสองกรณี
กรณีแรกซื้อแบบคัดเลือกเอสเอ็มอีในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 30% ของวงเงินงบประมาณ อี-บิดดิ้ง เอสเอ็มอีจะได้แต้มต่อ 10% หรือขายแพงได้นิดหน่อย ถ้าเท่ากันไปประกวดราคากัน ถ้าหน่วยงานรัฐซื้อเอสเอ็ม 30% หรือคิดเป็น วงเงิน 4 แสนล้าน จะสร้างเศรษฐกิจให้เอสเอ็มอีก 400,000 ล้านบาท และสามารถขยายฐานให้มากกว่านั้นด้วยและยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ตรงและสอดรับความต้องการของภาครัฐ
นายวีระพงศ์กล่าวว่า รวมถึงการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแบบกำหนดโจทย์ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการทำงานของผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เอสเอ็มอีรับความความต้องการ เตรียมความพร้อมและสามารถวางแผนการผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของผู้ซื้อ เช่น กองทัพอากาศ และบริษัทอุตสาหกรรมการบิน จำกัด ซึ่งในระยะแรกจะมุ่งเน้นการดำเนินการในอุตสาหกรรมอากาศยานและซ่อมบำรุง
“สำหรับปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ของเอสเอ็มอี สสว.เหลืออยู่ชุดเดิมที่ยังทำงบประมาณค้างอยู่กับเอสเอ็มอีแบงก์ โดยกองทุน สสว. ประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ใกล้ครบทั้งหมดแล้ว”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บอร์ด สสว.ยังเห็นชอบแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2564-2565 ซึ่งเป็นแผนที่จัดทำขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เนื่องจากสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา 2019 ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยสาระสำคัญของแผนการส่งเสริมฯ คือ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยสามารถประคองธุรกิจให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์โควิด-19 โดยมีแนวทางดังนี้
1.การบรรเทาปัญหาและฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เช่น ส่งเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี 2.การสร้างความพร้อมให้เอสเอ็มอีในการเข้าสู่การแข่งขันในบริบทใหม่ทางเศรษฐกิจ เช่น ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรและธุรกิจ และ 3.การปรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เกิดความสะดวกแก่เอสเอ็มอีในการประกอบธุรกิจ เช่นปรับแก้กฎหมายเพื่อลดอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ
เห็นชอบแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ 2564-2565 และข้อเสนอโครงการและงบประมาณฯ ประจำปีงบประมาณ 2565 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานและบูรณาการร่วมกัน ซึ่งมีโครงการที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบริหาร สสว. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 จำนวน 114 โครงการ งบประมาณ 5,334 ล้านบาท
เห็นชอบเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินสนับสนุนงบประมาณโครงการสนับสนุน SMEs รายย่อย จากเดิม เป็นไปตามมาตรา 34 (3 ) จัดสรรงบประมาณให้เอสเอ็มอีโดยตรง เป็นมาตรา 34 (2) จัดสรรเงินกองทุนเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านหน่วยงานร่วมดำเนินการ (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย.) งบประมาณ 5,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ สสว. ยังได้รายงานให้บอร์ด สสว. ทราบถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือ SME มีดังนี้ โครงการส่งเสริม SME ที่สำคัญในปีงบประมาณ 2564
1.ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Early State/Start up) ดำเนินการพัฒนาทักษะและยกระดับความเป็นผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจไม่เกิน 3.5 ปี เป้าหมาย 2,800 ราย โดยจะให้ที่ปรึกษาให้คำแนะนำด้านการเงิน การออกแบบและพัฒนาสินค้า ในเอสเอ็มอีภาคการเกษตร ภาคการผลิต ภาคการค้าและบริการ
2.พัฒนาวิสาหกิจรายย่อย (Micro SME) ให้ประกอบธุรกิจอย่างมืออาชีพ ส่งเสริมพัฒนาด้านมาตรฐานและตลาดออนไลน์ ให้เอสเอ็มอีรายย่อม รายย่อย วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ โดยเน้นเรื่องการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มีเป้าหมาย 250 ราย และการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านทางดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง มีเป้าหมาย 6,500 ราย
3.พัฒนาวิสาหกิจขนาดย่อม (Small Enterprises หรือ SE) ให้ก้าวสู่ธุรกิจสมัยใหม่ ดำเนินการ 3 แนวทางคือ 1.ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจระดับเติบโต มีเป้าหมาย 3,000 ราย เน้นที่กลุ่ม New S-Curve และกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม 2.ส่งเสริมกลุ่ม SE ที่ผ่านการพัฒนาจากโครงการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจระดับเติบโต จำนวน 100 กิจการ 3.พัฒนาศักยภาพและช่องทางการตลาด สำหรับเอสเอ็มอี เป้าหมาย 1,000 ราย เช่น การจัดงาน SME FEST จำนวน 10 จังหวัด ทั่วประเทศ
4.ส่งเสริมความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ทำการค้าระหว่างประเทศ เป้าหมาย 2,000 ราย