Skip to content

รัฐประหารเมียนมา “สื่อจีน” เรียก ปรับคณะรัฐมนตรี เพราะเหตุใด?

02 ก.พ. 2564 | 13:48น.
รัฐประหารเมียนมา “สื่อจีน” เรียก ปรับคณะรัฐมนตรี เพราะเหตุใด?

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนหาคำตอบ ขณะที่ทั่วโลกเรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาว่า “รัฐประหาร” พร้อมส่งเสียงประณามขอให้กองทัพสละอำนาจ แต่เหตุใด? สื่อจีนจึงรายงานเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการ “ปรับคณะรัฐมนตรี” 

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีกองทัพเมียนมาก่อรัฐประหาร โดยควบคุมตัวนางอองซาน ซูจีน ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พร้อมเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายคน เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ก่อนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและแต่งตั้งประธานาธิบดีรักษาการ ท่ามกลางเสียงประณามจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ออกมาขู่ว่าจะคว่ำบาตร หากกองทัพเมียนมาไม่สละอำนาจและปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัว ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวตรวจสอบการรายงานข่าวของสื่อจีน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่มีความใกล้ชิดกับเมียนมาพบว่าสื่อจีนเลี่ยงการใช้คำว่า “รัฐประหาร” (coup) แต่ใช้คำว่า “การปรับคณะรัฐมนตรี”  (cabinet reshuffle) แทน

เริ่มที่ สำนักข่าวโกลบอลไทม์ส ซึ่งเป็นสื่อภาษาอังกฤษของรัฐบาลจีน ที่ใช้พาดหัวข่าวว่า Major cabinet reshuffle announced in Myanmar แปลว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ถูกประกาศขึ้นในเมียนมา ขณะที่ในเนื้อข่าวรายงานว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเมียนมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยได้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรี 11 ตำแหน่ง และปลดรัฐมนตรีช่วย 24 ตำแหน่ง อ้างข้อมูลจากแถลงการณ์ที่เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ของกองทัพเมียนมา

ส่วนอีกข่าวของโกลบอล ไทม์ส พาดหัวข่าวว่า Myanmar’s political disruption yet to have major impact on operations of Chinese businesses แปลว่า ความแตกแยกทางการเมืองของเมียนมา ยังไม่ส่งผลกระทบที่สำคัญต่อการดำเนินการของธุรกิจจีน

เช่นเดียวกับ “ไชน่าเดลี่” และ “ซินหัว” ที่ใช้คำว่า ปรับคณะรัฐมนตรี แทนคำว่า รัฐประหาร

ส่องความสัมพันธ์ “จีน-เมียนมา” ผ่านระเบียงเศรษฐกิจ

เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนเมียนมาเป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำจีน เมื่อวันที่ 17 มกราคม เพื่อเดินหน้าสัญญาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น เส้นทางรถไฟความเร็วสูง และท่าเรือน้ำลึก ซึ่งเป็นเป็นส่วนสำคัญของโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) สร้างเส้นทางให้เชื่อมจีนไปสู่มหาสมุทรอินเดียตามแนวคิดเส้นทางสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21 (One Belt One Road) ที่จะขยายเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานและอิทธิพลของจีนไปทั่วโลก ตามการรายงานของบีบีซีไทย

ปีที่แล้วเช่นกัน ผศ.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงมุมมองต่อเรื่องนี้ผ่านคอลัมน์ในมติชนว่า การเดินทางเยือนเมียนมาของสี จิ้นผิงในเวลานั้น นับว่าถูกต้องทั้งในด้านเวลาและด้านยุทธศาสตร์ เพราะเมียนมากำลังมีปัญหากับชาติตะวันตก เนื่องจากวิกฤตโรฮีนจาและเหตุการณ์ความไม่สงบในรัฐยะไข่ ทำให้สังคมเมียนมาที่แม้จะไม่ได้ชื่นชอบจีนเป็นพิเศษ เทใจมาทางจีนมากขึ้น

และทางการจีนรู้ดีว่าเมียนมา (โดยเฉพาะเขตที่มีทรัพยากรนอกชายฝั่งอันอุดมอย่างรัฐยะไข่) เป็นขุมทองที่ไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือไปได้ ในท้ายที่สุด ประเด็นเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจในเอเชียในทศวรรษนี้จะมาอยู่ที่การพัฒนาภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (Global South) อื่นๆ

หากจีนสามารถเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังกลุ่ม Northern Alliance (ประกอบไปด้วยกองกำลังติดอาวุธในพม่าตอนบน ได้แก่ Kachin Independence Army หรือ KIA, Myanmar National Democratic Alliance Army ในเขตโกก้าง และ Ta’ang National Liberation Army ของชนกลุ่มน้อยตะอาง) จีนก็จะได้เครดิตเพิ่มขึ้น

แน่นอน การลงทุนไปเยือนเมียนมาของประธานาธิบดีสี จีนไม่ได้หวังกลับปักกิ่งมือเปล่า แต่หมายถึงการเจรจาด้านเศรษฐกิจ ที่มีอนาคตของชนกลุ่มน้อยหลากหลายกลุ่มเป็นเดิมพัน ตลอดจนเม็ดเงินมหาศาลที่จะเข้าไปในเมียนมาและออกไปจีน รวมถึงอนาคตของภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียที่จีนพยายามผลักดันอย่างหนักมานานด้วย

ต่อมาในเดือนมิถุนายน ประชาชาติธุรกิจ รายงานความคืบหน้าในการสร้างท่าเรือน้ำลึกเจาะพยูในรัฐยะไข่ของเมียนมา ภายใต้ความร่วมมือจากรัฐบาลจีน เพื่อรองรับเส้นทางการค้าออกสู่มหาสมุทรอินเดียจากมณฑลยูนนานตามโครงการ “One Belt One Road”

กระทรวงพาณิชย์ของเมียนมาเปิดเผยว่า การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในครั้งนี้นับเป็นส่วนสำคัญของโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ในเมืองเจาะพยู ทางตะวันตกของเมียนมา ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญของโครงการ “ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC)” ซึ่งจะช่วยให้จีนสามารถขนส่งสินค้าออกสู่มหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง ขณะเดียวกันก็สามารถนำเข้าน้ำมันดิบโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา

ภายใต้โครงการดังกล่าว เมียนมายังมีแผนสร้างเขตอุตสาหกรรมพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง การแปรรูปอาหาร การผลิตยารักษาโรค อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ทางทะเล รวมถึงภาคบริการและการวิจัย ในพื้นที่ราว 4,300 ไร่

การก่อสร้างในระยะแรกจะดำเนินการภายใต้งบประมาณราว 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัท CITIC Consortium ของจีน ร่วมกับบริษัทเอกชนของเมียนมาอีก 42 บริษัทในนามของบริษัท Myanmar Kyauk Phyu Special Economic Zone Holding Public Company Limited

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จีน รัฐประหาร เมียนมา