คณะกรรมการโรคติดต่อ เผยโควิดกลายพันธุ์ หวั่นกระทบประสิทธิภาพวัคซีน
คณะกรรมการโรคติดต่อ เผย ข้อมูลโควิดกลายพันธุ์ 3 ประเทศ อังกฤษ บาซิล แอฟริกาใต้ หวั่นกระทบประสิทธิภาพวัคซีน เร่งเสนอปูพรมฉีดวัคซีนโควิดเข็มแรกคนไทยก่อน
รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ในต่างประเทศ กำลังประสบปัญหาใหญ่คือ เชื้อกลายพันธุ์ใน 3 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ บราซิล และแอฟริกาใต้
ทั้งนี้ จากการทดสอบวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอนห์สันในอเมริกาพบประสิทธิภาพ 72% ขณะที่การทดสอบในแอฟริกาใต้ มีประสิทธิภาพ 57% ผลต่างกันถึง 15% ซึ่งช่วงทดลองในแอฟริกาใต้นั้นกว่า 95% เป็นเชื้อที่กลายพันธุ์แล้ว
ส่วนการศึกษาของนาโนแวคในอังกฤษที่มีเชื้อกลายพันธุ์พบว่าได้ผล 90% ขณะที่ผลการทดลองในแอฟริกาใต้ได้ผลแค่ 60% ต่างกันถึง 30% ดังนั้นเรื่องเชื้อกลายพันธุ์ จึงกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องจับตา

“มีความเป็นไปได้สูงมากที่เชื้อกลายพันธุ์จะก่อปัญหาทำให้การตอบสนองต่อวัคซีนลดลง”
ส่วนวัคซีนแอสตร้าฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างนำเลือดที่มีภูมิคุ้มกันของผู้ที่ร่วมการวิจัยมาจับกับเชื้อกลายพันธุ์ว่าจะมีประสิทธิภาพแตกต่างหรือไม่ ถ้าแตกต่างก็จะมีปัญหาได้ จึงต้องติดตามใกล้ชิด เนื่องจากการทดลองของแอสตร้าฯ ก่อนหน้านี้ ทำในช่วงที่เชื้อโควิดในอังกฤษยังไม่กลายพันธุ์
ทั้งนี้ เมื่อถามถึงกรณีประเทศไทยต้องปรับเรื่องการให้วัคซีนใหม่หรือไม่ นพ.ทวี กล่าวว่า เชื้อที่พบในประเทศไทยตอนนี้เป็นเชื้อที่มาจากเมียนมานานแล้ว ยังเป็นโครงสร้างเก่า เพราะฉะนั้นปัญหาเชื้อดื้อต่อวัคซีนยังไม่เป็นปัญหาในประเทศไทย
ส่วน 1 เดือนก่อน ที่มีครอบครัวจากอังกฤษติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์ในประเทศไทยนั้น ยังไม่เป็นปัญหา เนื่องจากมีการผู้ป่วยล้วนอยู่ในสถานที่กักกัน เชื้อดังกล่าวยังไม่แพร่สู่ภายนอก
นอกจากนี้ นพ.ทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทีมวิชาการได้เสนอไปยังคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เรื่องของการปูพรมฉีดวัคซีนโควิด-19 จำนวน 26 ล้านโดส ซึ่งจะผลิตในประเทศ ให้เป็นเข็มแรกทั้งหมดไปก่อน
“การฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ต้องฉีดห่างกัน 12 สัปดาห์ อยู่แล้ว การนำวัคซีนลอตแรกมาฉีดเป็นเข็มแรกทั้งหมดไม่น่ามีปัญหาอะไร”
นอกจากนี้ เรื่องการนำเข้าวัคซีนลอตแรกจากแอสตร้าฯ มาก่อน จำนวน 50,000 โดส โดยนำเข้ามาจากยุโรป ขณะนี้สหราชอาณาจักรกับยุโรปมีประเด็นไม่ค่อยลงรอยกันในเรื่องของการฉีดวัคซีน คงต้องจับตามองต่อไปว่าจะมีผลต่อไทยหรือไม่
“หากวัคซีนเข้ามาเมื่อไร หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ก็น่าจะฉีดได้ ทุกอย่างยังเป็นไปตามแผน อาจจะยืดหยุ่นนิดหน่อย” นพ.ทวีกล่าว