UN ร่างข้อตกลงฉบับใหม่ แก้วิกฤตธรรมชาติ เพิ่มกระแสเงินประเทศกำลังพัฒนา
UN เผยแพร่ร่างข้อตกลงแก้ไขวิกฤตธรรมชาติฉบับใหม่ ที่ผู้นำทั่วโลกต้องทำร่วมกัน ทางฝั่ง WWF ชี้ว่า แรงกระตุ้นของผู้นำและความเร่งด่วนที่มีในร่างข้อตกลงนั้น ยังต่ำเกินไปมาก
วันที่ 14 กรกฎาคม 2564 ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจรายงานว่า หน่วยงานอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (The UN Convention on Biological Diversity : CBD) ได้เผยแพร่ร่างข้อตกลงระดับโลกฉบับแรก เพื่อแก้ไขปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Post-2020 Global Biodiversity Framework) โดยกำหนดเป้าหมายใหม่สำหรับปี 2030 และ 2050 เพื่อให้ผู้นำระดับโลกเจรจาในการประชุมสุดยอดความหลากหลายทางชีวภาพ COP15 (COP15 Biodiversity Summit) ในเมืองคุนหมิง ประเทศจีน ช่วงวันที่ 11-24 ต.ค. 2021

โดยเป้าหมายภายในปี 2030 ในร่างกรอบการทำงานที่เผยแพร่เมื่อวานนี้ตามเวลาประเทศไทย ประกอบด้วย 21 ข้อครอบคลุมด้านต่าง ๆ เช่น
- การปกป้องผืนดินและทะเล 30% เพื่อลดมลภาวะจากทุกแหล่ง สู่ระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
- การลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืชให้ได้ 2 ใน 3
- การลดการสูญเสียอาหารให้ได้ลงครึ่งหนึ่ง
- การกำจัดมลภาวะขยะพลาสติก
- ภาคธุรกิจทั้งหมดควรรายงานเกี่ยวกับการพึ่งพาทรัพยากรชีวภาพ และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพจากธุรกิจตนเอง
- ผู้นำควรขับเคลื่อนการลดผลกระทบเชิงลบทางชีวภาพให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ภายในสิ้นทศวรรษนี้
- ลดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโลก (global climate change) ให้ได้อย่างน้อย 10 GtCO2e ต่อปี
- ปรับเปลี่ยน นำกลับมาใช้ใหม่ ปฏิรูป หรือขจัดสิ่งจูงใจที่จะส่งผลกระทบต่อที่เป็นอันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยวิธีที่ยุติธรรมและเท่าเทียม
- เพิ่มกระแสการเงินระหว่างประเทศ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.52 ล้านล้านบาท) ไปยังประเทศกำลังพัฒนา
ทั้งนี้ ฉบับไฟนอลของ Post-2020 Global Biodiversity Framework คาดว่าจะกลายเป็นสนธิสัญญาระหว่างนานาประเทศ แบบเดียวกับข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) สำหรับความหลากหลายทางชีวภาพ ที่จะกระตุ้นนโยบายแต่ละประเทศเพื่อต่อสู้กับการสูญเสียธรรมชาติในระดับนานาชาติ ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ส่วนเป้าหมายในร่างข้อตกลงจะได้รับการอัพเดตหลังจากที่ได้รับฟังเสียงสะท้อน และข้อเสนอแนะจากรัฐบาลแต่ละประเทศ ที่จะร่วมในการเจรจาทั้งก่อนและระหว่างการประชุมสุดยอดคุนหมิง (COP15 Biodiversity Summit)
ศ.โรเบิร์ต วัตสัน อดีตผู้นำองค์กรวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพของสหประชาชาติ กล่าวกับสำนักข่าวเดอะการ์เดียนว่า เป้าหมายบางอย่างที่กำหนดไว้ในเอกสารร่าง Post-2020 Global Biodiversity Framework อาจเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุและวัดผล
“เนื้อหาโดยรวมในเอกสารร่างฉบับนี้ระบุถึงปัญหาหลัก ๆ ทั้งหมดไว้แล้ว แต่คำถามคือ รัฐบาลแต่ละประเทศสามารถกำหนดเป้าหมายระดับชาติที่เหมาะสมและกรอบการกำกับดูแลและกฎหมาย เพื่อให้ผู้มีบทบาทอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคเอกชนและสถาบันการเงินมีส่วนร่วมหรือไม่”
“ผมหวังว่าเอกสารฉบับนี้จะทำให้เกิดการยอมรับอย่างชัดเจนว่า ประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสื่อมโทรมของโลกจะต้องได้รับการแก้ไขร่วมกัน”
ด้านองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature International : WWF International) เผยแพร่คำกล่าวผ่านทางเว็ปไซต์ wwf.panda.org โดยนายมาร์โค แลมเบอร์ทินี ผู้อำนวยการองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล กล่าวว่า ร่างข้อตกลง Post-2020 Global Biodiversity Framework ฉบับปัจจุบันของ CBD ที่มาจากเจรจารร่วมกันระหว่างรัฐบาลของหลายประเทศ ยังขาดแรงกระตุ้นและความเร่งด่วน ที่จำเป็นสำหรับการแก้ไขการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความมั่นคงให้กับโลกในทศวรรษนี้
“เราต้องการข้อกำหนดและการวัดผลตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ระบุชัดเจนในร่างข้อตกลงระดับโลกนี้ และอนุญาตให้รัฐบาล ธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริโภคทั้งหมดมีส่วนร่วมในเป้าหมายร่วมกัน”
จนถึงตอนนี้มีผู้นำโลก 89 คน มีผู้นำทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ ได้ให้คำปฏิญาณ Leaders’ Pledge for Nature (ณ การประชุม UN General Assembly ที่จัดในนิวยอร์ก) ว่าจะร่วมกันหยุดการทำลายโลก และให้สัตว์ป่าและสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นหลักในแผนฟื้นฟูหลังโควิด-19 เพื่อแก้ไขการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030 แต่ความทะเยอทะยานและความเร่งด่วนที่มีอยู่ในร่างข้อตกลงนั้นต่ำกว่าความจำเป็นอย่างมาก
“เพราะกิจกรรมของมนุษย์ที่ยังคงผลักดันให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างไม่สามารถย้อนกลับได้ ส่งผลให้สายพันธุ์สูญพันธุ์และระบบนิเวศเข้าสู่การล่มสลาย เราขอเรียกร้องให้ผู้นำก้าวขึ้นและปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาของพวกเขา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลง”