Thailand MBA Forum แหล่งภูมิปัญญาเพื่ออนาคต
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไตรมาสที่ 1 ปี 2560 ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้ว่างงาน 460,000 คน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.2% เพิ่มขึ้นจากในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 0.97%
โดยเรื่องนี้หลายฝ่ายมองว่า ภาคการศึกษาเป็นหนึ่งเสาหลักที่มีส่วนโดยตรงกับการเพิ่มศักยภาพของบุคลากรรุ่นใหม่ให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน หรือพัฒนาให้สามารถเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่แข่งขันได้ ดังนั้น ประเด็นนี้จึงส่งผลให้นิตยสาร MBA, คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA), คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ CareerVisa Thailand ร่วมมือกันจัดงานสัมมนา “Thailand MBA Forum : Wisdom to the Future 2017″เพื่อเป็นพื้นที่แบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ในการเร่งส่งเสริมศักยภาพบุคลากร พร้อมผลักดันภาคอุดมศึกษาของประเทศให้เติบโตแข็งแกร่ง
“ผศ.ดร.จงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล” รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวว่า อัตราการว่างงานอาจเป็นผลมาจากการปรับตัวโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นประสิทธิภาพ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ประกอบกับการจบการศึกษาของบัณทิตไม่ตรงกับสายอาชีพที่ภาคเอกชนต้องการ จึงเกิดความไม่สมดุลด้านดีมานด์และซัพพลายของแรงงาน จนเป็นเหตุให้ต้องมีการปรับตัวของทุกภาคส่วน
“นักศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้รอบด้านมากขึ้น สมัยก่อนจบ MBA อย่างเดียวสามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ นักศึกษาต้องเรียนหลายวิชาเอก ส่วนมหาวิทยาลัยเองต้องปรับตัวด้านหลักสูตร จากที่สมัยก่อนตั้งเป้าผลิตนักศึกษาให้มีทักษะ critical thinking และ strategic thinking พอมายุคนี้ต้องมีทักษะด้านเทคโนโลยี และข้อมูลไอทีด้วย”

ดังนั้นในงาน Thailand MBA Forum : Wisdom to the Future 2017 จึงมีการแบ่งงานสัมมนาออกเป็น 4 หัวข้อหลัก คือ
1. MBA Talk พูดถึงศาสตร์ใหม่ของ MBA ที่ตอบโจทย์อนาคต
2. Tech-Talk ว่าด้วยเทคโนโลยีที่เข้ามากำหนด และเปลี่ยนแปลงอนาคต
3. Biz-Talk ธุรกิจ และผู้ประกอบการของอนาคต
และ 4. Future Career อาชีพแห่งอนาคต และเทรนด์ของการพัฒนาคนขององค์กร เพื่อสร้างโอกาส และสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ startup และบุคคลทั่วไปที่สนใจในการเพิ่มพูนความรู้ในการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
ขณะที่ “รศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล”คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เหตุผลที่วิศวะต้องผสานกับ MBA เป็นเพราะทุกวันนี้งานวิจัยมักถูกขึ้นหิ้งจำนวนมาก
ดังนั้น เราจึงต้องดึงศาสตร์ต่างแขนงมาช่วยเติมเต็มศักยภาพ โดยสายวิศวกรรมศาตร์จะส่งเสริมคนให้มีแนวคิดแบบ logicthinking ส่วน MBA มีจุดเด่นในด้านสร้าง strategic thinking ดังนั้นเมื่อมาบูรณาการกันจะช่วยปรับให้บัณฑิตสายวิศวะสู้ในตลาดเชิงพาณิชย์ได้
โลกของวิศวกรรมในปัจจุบันมีดีมานด์อยู่ 2 ฝ่าย คือ หนึ่ง ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ศักยภาพของบัณฑิตโดยตรงซึ่งกลุ่มนี้อยากได้เด็กที่มีความรู้สามารถที่นำไปพัฒนาต่อยอดได้ สอง นิสิต-นักศึกษาที่มีความต้องการในการเรียนเปลี่ยนไป พวกเขาไม่อยากเรียนศาสตร์แบบเดิม ๆ
“ดังนั้น จุฬาฯจึงพยายามสร้างสมดุลของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเราวางแผนว่าประมาณปี 2561-2562 จะพัฒนาหลักสูตรที่ช่วยให้นิสิตสร้างตัวเองได้ ซึ่งหมายถึงหลักสูตรที่ทำให้นิสิตนำองค์ความรู้ไปบูรณาการเองได้ และเป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น นอกจากนั้น ตอนนี้เราเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ให้เป็นศาสตร์วิชาอาชีพนิสิตทุกคนต้องต่อยอดความรู้ค้นหาความรู้ใหม่ ๆ ด้วยตัวเองได้ และมีทักษะความเป็นผู้ประกอบการที่ไม่ได้หมายถึงว่า เราสอนให้เด็กจบมาแล้วเปิดบริษัทของตัวเองอย่างเดียว แต่เป็นทักษะที่ช่วยให้นิสิตสามารถทำงานได้อย่างเข้าใจผู้ประกอบการ และมีหัวคิดแบบนักธุรกิจ”
“พิน เกษมศิริ” CEO & Cofounder Career Visa Thailand กล่าวว่า การฝึกงานเป็นหนึ่งในกระบวนสำคัญในการพัฒนานิสิต-นักศึกษาให้ค้นพบตัวเองและพร้อมต่อการทำงาน จึงเป็นเหตุผลที่เราก่อตั้ง Career Visa Thailand เมื่อ 3 ปีที่แล้วเพื่อเป็นเครือข่ายเชื่อมต่อนิสิต-นักศึกษากับนายจ้าง
“ตอนนี้หลายสถาบันการศึกษาทำเรื่อง cooperative internship มากขึ้น โดยใช้โครงสร้าง project-based internship ให้น้อง ๆ ไปเรียนรู้การแก้โจทย์ไม่ใช่ไปฝึกงานแบบวันต่อวัน ซึ่ง Career Visa ร่วมกับสถาบันการศึกษาหลายแห่งทำหลักสูตรอย่างเช่น career launcher ที่มี 3 ส่วนหลัก ๆ คือ หนึ่ง อบรมเวิร์กช็อป เพื่อปูพื้นฐานด้านทักษะสำคัญ 6 ข้อ สอง การส่งเสริมการฝึกงานกับบริษัทสตาร์ตอัพ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยในระหว่างนี้ทุก ๆ 2 สัปดาห์จะมีการพบปะพูดคุยกับน้อง ๆ สาม networking party เป็นเวทีให้ผู้เข้าร่วมโครงการมาแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับ รวมถึงแชร์แนวความคิดเกี่ยวกับสตาร์ตอัพ”
นับเป็นฟอรั่มที่เป็นเวทีกลางของภูมิปัญญา (wisdom) บนเป้าหมายเดียวกันในการแบ่งปัน และส่งมอบความรู้ ความคิด และประสบการณ์จากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไทยอย่างน่าสนใจทีเดียว