เปิดมุมมอง 2 ยักษ์ “ปณท-เคอรี่ฯ” เปลี่ยนเกมแข่งขันสมรภูมิโลจิสติกส์ “ไปรษณีย์ไทย” ปรับตัวหลายมิติลุย “ลอยัลตี้โปรแกรม” รักษาฐานลูกค้า-เพิ่มน้ำหนักเจาะ “นิชมาร์เก็ต” ต่อยอดจุดแข็งเลี่ยงสงครามราคา ขณะที่ “เคอรี่ฯ” เร่งมือผนึกพันธมิตรรอบทิศผุดบริการใหม่ ตอบพฤติกรรมคนเปลี่ยนเร็ว
โควิดกระตุ้นให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์เติบโต และแข่งขันกันดุเดือดโดยเฉพาะบริการ “ส่งด่วน” กลายเป็น “เรดโอเชียน” ที่ไม่ได้มีแค่จำนวนผู้เล่นจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังแข่งกันดุเดือดบนเกมราคา แม้แต่สองยักษ์ใหญ่อย่างไปรษณีย์ไทย และเคอรี่ เอ็กซ์เพรส ในบางจังหวะก็ต้องลงมาร่วมวงด้วย
นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2564 จำนวนชิ้นงานในตลาดขนส่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่จำนวนผู้เล่นเพิ่มขึ้นมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเกิดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งที่อยู่ในธุรกิจโลจิสติกส์ด้วยกันและข้ามอุตสาหกรรม ส่วนรายเล็กเริ่มมีการปรับตัวไปรับส่งสินค้าที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น ส่งยา ทองคำ เป็นต้น
ปณท ขยับเจาะนิชมาร์เก็ต
ทิศทางธุรกิจของ ปณท ปีนี้จะเน้นไปยังการต่อยอดธุรกิจจากทรัพยากรที่มี และหนึ่งในนั้นคือการให้ความสำคัญกับตลาดนิชมาร์เก็ต (niche market) มากขึ้น จากที่ผ่านมามุ่งจับตลาดแมส เจาะกลุ่มบีทูซี (business to consumer) เริ่มมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาต่อเนื่องในปีนี้ เนื่องจากพบว่าไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเปลี่ยนไปทำให้กลุ่มนิชมาร์เก็ตเติบโตขึ้น
สะท้อนจากยอดขนส่ง “ต้นไม้” ที่โตขึ้นถึง 100% เทียบกับปี 2563 จึงหันมาโฟกัสตลาดขนส่งสินค้าที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น รวมถึงเพิ่มน้ำหนักการให้บริการขนส่งของชิ้นใหญ่ (น้ำหนัก 30-200 กิโลกรัม) เพิ่มขึ้น
“สิ่งที่เกิดขึ้นปีก่อน คือ เมื่อมีผู้เล่นรายใหม่ ๆ เกิดขึ้น การแข่งขันด้านราคาก็สูงขึ้นเพราะเป็นกลยุทธ์ที่จับต้องได้ สร้างยอดได้ในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่การบริหารจัดการต้นทุนของโลจิสติกส์ไม่ได้ยืดหยุ่นเหมือนอุตสาหกรรมอื่นที่เมื่อจำนวนพัสดุลดลงแล้วจะปรับลดทรัพยากรได้เลย หรือเมื่อจำนวนพัสดุเพิ่มขึ้นค่อยปรับกลับมา ดังนั้น สิ่งที่ ปณท ต้องทำ คือ บริหารจัดการเครือข่าย และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่า”
ผนึกพาร์ตเนอร์ต่อยอดจุดแข็ง
“ปณท กำลังปรับตัวในหลายมิติ ทั้งการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ปณท กับฐานลูกค้าผ่านลอยัลตี้โปรแกรม post family เป็นโปรแกรมการสะสมแต้ม แล้วนำคะแนนนำมาแลกสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้ เป้าหมายในภาพใหญ่ คือ ต่อยอดสร้างประโยชน์จากบริการดั้งเดิมผ่านความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ ให้น้ำหนักกับบริการใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการตอบสนองความต้องการลูกค้าเพื่อไม่ให้ต้องอยู่กับการแข่งขันด้านราคา”
นายดนันท์กล่าวต่อว่า บริการใหม่ ๆ ทั้งการขนส่งเย็นและการขนส่งสินค้าที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ถือเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่จากความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มที่พร้อมจ่ายเพื่อแลกกับคุณภาพการขนส่งที่ดี และการเติบโตในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางนี้
โดยมีความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์รายใหม่ ๆ เช่น บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) ใช้จุดแข็งเครือข่ายเจ้าหน้าที่นำจ่ายที่เข้าถึงได้ทุกพื้นที่เข้าไปเสริม หรือก่อนหน้านี้ร่วมกับเจดับเบิ้ลยูดี และแฟลช เอ็กซ์เพรส เปิดบริการขนส่งเย็น ภายใต้แบรนด์ ฟิ้วซ์ โพสต์ ซึ่งปีนี้จะเปิดบริการจุดรับฝากและเส้นทางขนส่งเพิ่มขึ้น

เคอรี่ฯอ่านเกมแข่งขันปีเสือ
ด้านนายวราวุธ นาถประดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานปฏิบัติการ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์ปีนี้แบ่งออกได้ 2 ส่วน คือ
1.กลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่
2.กลุ่มผู้ประกอบการรายเล็ก สำหรับรายเล็กจะเห็นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการลงทุนต่อเนื่อง แต่จะอยู่รอดได้ต้องเพิ่มปริมาณการขนส่งให้ได้ถึงคุ้มทุน ถ้าไม่ได้ก็คงอยู่ได้ยากเพราะการแข่งขันทำให้มีการกดราคาลงไปจนต่ำ เช่นกันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ก็มีการลงทุนอย่างหนัก ดังจะเห็นที่ผ่านมามีการระดมทุนจากทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น
“ทิศทางจากนี้ไปการแข่งขันจะดุเดือดมากขึ้น และผู้เล่นรายใหญ่ต้องเหนื่อยขึ้น เพราะที่ผ่านมาแข่งดัมพ์ราคากันจัดหนัก หากยังลดราคาต่อก็คงเหนื่อยขึ้นแน่ ที่ผ่านมาเคอรี่ฯเองก็เข้าไปอยู่ในเกมนี้เพื่อทำให้ราคาค่าขนส่งใกล้เคียงคู่แข่งมากที่สุด แต่ก็ยังสูงกว่าและลูกค้ายอมจ่ายเนื่องจากต้องการบริการที่ดี”
“ยอดจัดส่งพัสดุของบริษัทโตต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาส 3/2564 เทียบไตรมาสก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 50% ทำให้ยอดจัดส่งสูงสุดเฉลี่ยต่อวันขยับจากล้านกว่าชิ้นไปเป็น 3 ล้านชิ้นต่อวัน ปัจจุบันปรับลงมาที่ 1.5 ล้านชิ้นต่อวันเพราะลูกค้าบางส่วนไม่ได้ช็อปปิ้งออนไลน์แล้ว โดยหลังเปิดปีใหม่มายอดดรอปลงนิดหนึ่ง เป็นเรื่องปกติใน 1-2 สัปดาห์แรกของปี จากนั้นจะกลับมาอีกทีช่วงตรุษจีน แต่ถ้าเทียบ Q1 ปีนี้กับปีที่แล้ว คาดว่าปีนี้จะดีกว่าแต่ไม่เท่า Q4 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากกำลังซื้อลดลง”
ผุดบริการหนีเรดโอเชียน
ในส่วนทิศทางธุรกิจปี 2565 บริษัทจะเน้นการจับมือกับพาร์ตเนอร์มากขึ้น เพื่อเพิ่มบริการใหม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ล่าสุดร่วมกับแกร็บเปิดตัว 2 บริการใหม่ ได้แก่ การเข้ารับพัสดุถึงหน้าบ้านแบบทันทีภายใน 30 นาที และบริการเข้ารับพัสดุตามรอบ โ
ดยจะเริ่มวันที่ 14 ก.พ.นี้ เจาะกลุ่มซีทูซี (consumer to consumer) และในปีที่ผ่านมาร่วมกับเบทาโกรตั้งบริษัทร่วมทุนเปิดตัวบริการขนส่งเย็นแบรนด์เคอรี่ คลู (Kerry Cool) โดยเริ่มให้บริการกับธุรกิจของเบทาโกรแล้ว และปีนี้จะขยายเส้นทางการให้บริการ จำนวนรถขนส่ง พร้อมกับเริ่มให้บริการกับลูกค้ารายอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มองค์กร ก่อนขยายไปในกลุ่มซีทูซีเพิ่มเติมช่วงกลางปี
“เราพยายามพัฒนาเซอร์วิสให้ดีขึ้น เพื่อให้ลูกค้ามี experience ที่ดีขึ้น จริง ๆ เราก็มีบริการ pick up at home อยู่แล้ว แต่จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่าคนอยากให้มีบริการรับ-ส่งของได้ทันที จึงมี gap ของดีมานด์”
และจะมีบริการ “เคอรี่ วอลเล็ท” ที่นำคิวอาร์โค้ดมาใช้แทนการรับเงินสดที่จะขยายไปสู่การให้บริการต่าง ๆ เช่น บริการด้านการเงินดิจิทัล และในไตรมาส 2 จะประกาศความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์รายใหญ่เพื่อเปิดให้บริการขนส่งสินค้าชิ้นใหญ่ (น้ำหนัก 30-200 กิโลกรัม)
นายวราวุธกล่าวต่อว่า บริษัทเตรียมขยายจุดบริการรับ-ส่งสินค้าเพิ่มขึ้นอีก โดยปีที่ผ่านมามีกว่า 20,000 จุดทั่วประเทศ จากพาร์ตเนอร์ 2 กลุ่ม คือ ค้าปลีก และกลุ่มร้านโชห่วยต่าง ๆ รวมไปถึงกลุ่มเครือข่ายไปรษณีย์เอกชน
ปั้นแบรนด์ขึ้น Top of Mind
“ปีนี้เราจะทำตลาดมากขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ ต้องการเป็น top of mind ของลูกค้าให้คนนึกถึงเราก่อนโดยไม่มีเงื่อนไข นอกจากส่งพัสดุธรรมดาแล้วก็ยังมีบริการแช่เย็น-แช่แข็ง เป็นต้น ในแง่ perception ของคนเราอยากให้เมื่อนึกถึงการส่ง ต้องนึกถึงเคอรี่ฯ”
นายวราวุธทิ้งท้ายว่า เคอรี่ฯอยู่ในการแข่งขันที่เป็น “เรดโอเชียน” แต่บริการใหม่ ๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นจะขยับมายัง “บลูโอเชียน” ที่แข่งขันน้อยกว่าและต้องการมาตรฐานที่สูงขึ้น เช่น บริการขนส่งเย็น Kerry Cool ที่คนต้องการได้ของที่ดีและสดใหม่จึงยอมจ่ายค่าบริการ เป็นต้น