กสิกรไทย-เอกชน หนุน ธปท. ตั้งแซนด์บอกซ์ศึกษา “สินทรัพย์ดิจิทัล”
ธนาคารกสิกรไทย-ภาคธุรกิจ แนะธปท.ตั้ง “แซนด์บ็อกซ์” ทดสอบ-ศึกษา “สินทรัพย์ดิจิทัล” หนุนแยกประเภทการกำกับตามความเสี่ยง พร้อมดึงทุกฝ่ายระดมความคิด-ออกแบบ เพื่อให้เท่าทันโลกที่จะเปลี่ยนไป พร้อมสื่อสารทำความเข้าใจผู้ลงทุน
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนาธปท. “BOT Financial Landscape Consultation Session : เปิดมุมมองภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย” ว่า สำหรับแนวทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ในมุมภาคธุรกิจนั้น มองว่า
ปัจจุบันสินทรัพย์ดิจิทัลมีหลายประเภทด้วยกันโดยทุกตัวจะมีประโยชย์ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับว่าจะนำแต่ละประเภทไปใช้ประโยชน์อย่างไร และสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับลูกค้าได้อย่าง หรือสร้างเพิ่มมูลค่า (Value Added) ให้กับเศรษฐกิจประเทศให้ดีขึ้นได้อย่างไร
ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความเสี่ยง จะต้องไปทำความเข้าใจ และสามารถสื่อสารสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่ลงทุนไปแล้วหรือยังไม่ได้ลงทุน เพื่อให้รู้เท่าทันความเสี่ยง
โดยธนาคารในฐานะที่เป็นภาคธุรกิจ สิ่งที่ธนาคารอยากเห็นคือ การสร้างศูนย์ทดสอบนวัตกรรมทางการเงิน หรือ Regulatory Sandbox เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจ ภาคธุรกิจที่สนใจในเรื่องของสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น ทั้ง ICO Portal หรือโทเคนดิจิทัลประเภทต่างๆ เป็นต้น ให้สามารถเข้าไปทดสอบและศึกษา โดยไม่ทำลายเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ
“คนที่สนใจไม่ได้มีเฉพาะแบงก์ แต่ยังมีหน่วยหรือภาคเอกชนต่างๆ ที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาธปท.ได้มี Sandbox ในเรื่องต่างๆ มาโดยตลอดก่อนจะมีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ ซึ่งตัวแซนด์บ็อกซ์ มีไว้เพื่อทดลอง และศึกษาในสิ่งที่ไม่เข้าใจ เพื่อเรียนรู้ว่านวัตกรรมที่กำลังทำอยู่นี้มีกลไกอย่างไร และสามารถเพิ่มมูลค่าและเป็นประโยชน์ต่อระบบหรือไม่ เราจึงจำเป็นต้องมีศูนย์ทดสอบ”
ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท SEA Group กล่าวว่า หากพูดถึงสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) จะต้องแยกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ 1.สินทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุน โดยมีลักษณะคล้ายตราสารหนี้ หรือการลงทุนในศิลปะ (Art) และ 2.กลุ่มที่ธปท.ให้ความเป็นห่วง คือ การใช้สินทรัพย์ดิจิทัล มาชำระเงินแทนเงินบาทได้ อย่างไรก็ดี หากดูลึกในบางประเภทจะไม่เหมือนเงินตรา เช่น คูปองในศูนย์อาหาร ซึ่งสามารถใช้ในวงจำกัด ไม่สามารถใช้ได้เป็นวงกว้าง เป็นต้น ซึ่งกลุ่มนี้ไม่น่ามีความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม การหา Use Case เป็นสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกับการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) ซึ่งในหลายประเทศได้มีการศึกษา เช่น สิงคโปร์ โดยการผลักดันให้มีการตอบโจทย์ของความรวดเร็วในการชำระเงิน หรือลดต้นทุนที่ถูกลง นอกจากนี้ เรื่องของการเปิดกว้างทางด้านโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะตอบใจทย์ให้หลายฝ่ายมาทำความเข้าใจและให้ความเห็น รวมถึงการเรียนรู้พร้อมกัน ทั้งในส่วนของผู้เล่น ผู้ใช้ และผู้กำกับ เพื่อเป็นประโยชน์ในอนาคต
“เรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเรื่องที่ธนาคารกลางให้ความสำคัญ เพราะในหลายประเด็นจะเห็นว่าบล็อกเชนจะเข้ามาต่อยอด และช่วยลดคนกลาง จึงเห็นด้วยว่า เราควรมี Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้ไปด้วยกัน เพื่อให้เท่าทันโลกที่จะเปลี่ยนไปมหาศาล ซึ่งการกำกับจะต้องอยู่บน Risk based ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่การกำกับแบบ One size fits all”