รับมือของแพง
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
เริ่มพาเหรดขึ้นราคาอย่างเป็นทางการแล้ว บรรดาสินค้าและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ไม่นับรวมราคาพลังงานอย่างน้ำมันและก๊าซ ที่ปรับขึ้นต่อเนื่องจนทำให้ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ทะลุเกิน 40 บาท ก่อนค่อย ๆ ย่อตัวลงมา หลังจากศึก “รัสเซีย-ยูเครน” มีทิศทางดีขึ้น
แต่กระนั้นเศรษฐกิจโลกโดนกระทบอีกรอบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือเฟด ที่ 0.25% และส่งสัญญาณว่าตลอดปีนี้น่าจะปรับขึ้นอย่างน้อย 6-7 ครั้ง รวมถึงดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ
ประเทศไทยนั้นโดนกระทบเต็ม ๆ จากราคาน้ำมัน ที่ถือเป็นต้นทุนพื้นฐานของแทบทุกธุรกิจ รัฐบาลพยายามยื้อราคาดีเซลและก๊าซ จนกองทุนพลังงานติดลบหลายหมื่นล้านบาท เพราะไม่ต้องการให้สินค้าและบริการปรับขึ้นราคา เพราะส่วนใหญ่เมื่อขึ้นแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปรับลด
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดภาคเอกชนก็อั้นไม่อยู่ทยอยขอปรับราคาสินค้าต่อเนื่อง ล่าสุดเป็นอาหารกระป๋องที่ยื้อมานานกว่า 2 ปี จากราคาเหล็กแผ่นทำกระป๋องปรับขึ้นต่อเนื่อง และยิ่งสาหัสจากสงคราม จึงยื่นเรื่องถึงกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ขอขึ้นราคา 5-15%
นอกจากนี้ ข้าวสารบรรจุถุงเล็งขยับราคาราว ๆ 5% ภายในเดือน มิ.ย.นี้ หลังจากสต๊อกข้าวเก่าหมดลง เนื่องจากต้นทุนราคาข้าวนาปรัง ประเภทข้าวขาว และข้าวหอมพวงภายในประเทศ เพิ่มขึ้นจากปัญหาสงคราม
ทำให้ไทยไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์โดยเฉพาะข้าวสาลีจากยูเครนได้ ทำให้อุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ต้องใช้ปลายข้าวขาวในประเทศมากขึ้น รวมถึง “ไข่ไก่” อาหารหลักอีกอย่างของคนไทยขอปรับราคาเช่นกัน
แต่ที่น่าจะส่งผลกระทบมากที่สุดไม่พ้น “ค่าไฟฟ้า” ที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงจากก๊าซมากที่สุด บวกกับเงินบาทอ่อนค่า จนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือน พ.ค.-ส.ค. 2565 โดยปรับแบบขั้นบันได
สรุปแล้วค่าไฟอยู่ที่ 4 บาท/หน่วย จึงเป็นต้นทุนที่บวกซ้ำขึ้นไปอีก รวมถึงกระทบประชาชนโดยตรงที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น
ขณะที่การช่วยเหลือจากภาครัฐยังนิ่ง ๆ อยู่ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการดูแลค่าครองชีพ มุ่งไปที่กลุ่มถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ร้านค้ารายย่อย และกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่เดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง
ส่วนกระทรวงการคลังในฐานะกระเป๋าเงินของรัฐ ยืนยันว่ามีเงินเพียงพอเยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อน
ทว่าไม่ต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลตัดสินใจเชื่องช้าในการช่วยเหลือ ทั้งที่ควรประเมินได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าราคาสินค้าและพลังงานต้องปรับขึ้นแน่นอน เพราะมีสัญญาณชัดตั้งแต่แรก ความลำบากจึงตกอยู่กับประชาชนที่ต้องดิ้นรนกันเองครั้งแล้วครั้งเล่า