สนช.ลุยพิจารณา กม.ป.ป.ช. จับตาเพิ่มอำนาจละเมิดสิทธิบุคคล-ดักฟังโทรศัพท์
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) พ.ศ…. โดยพล.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร เป็นประธานกมธ.วิสามัญฯ 193 มาตรา กล่าวรายงานชี้แจงว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณา พ.ร.ป.ป.ป.ช.เสร็จแล้ว มีทั้งสิ้น 193 มาตรา โดยการพิจารณาประกอบด้วย 1.มีการแก้ไข 99 มาตรา 2.คณะกรรมาธิการฯได้เพิ่มขึ้นใหม่ 14 มาตรา 3. คณะกรรมาธิการตัดออก 6 มาตรา 4. มีคณะกรรมาธิการของสงวนความเห็น 10 ท่าน และ 5. พ.ร.ป.นี้มีสมาชิกสนช.สงวนแปร 3 ท่าน จำนวน 1 มาตรา ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้ความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงาน และภาคประชาชนผ่านทางเว็บไซต์ ตามมาตรา 77 วรรคสองของรัฐธรรมนูญมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย
โดยคณะ กมธ.วิสามัญฯได้มีการแก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.ป.ได้เพิ่มมาตราที่สำคัญ คือ มาตรา 37/1 ว่าด้วยการให้ ป.ป.ช. สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกช่องทางที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการทุจริต
โดยมาตรา 37/1 บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่ส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใจเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือ ความผิดอื่น พ.ร.ป.นี้กำหนด ซึ่งการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก ป.ป.ช.เป็นหนังสือจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวก็ได้”
การอนุญาตให้อธิบดีผู้พิพากษาฯพิจารณาถึงผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลหรือสิทธิอื่นใดประกอบกับเหตุผลและความจำเป็น และสั่งอนุญาตได้คราวละไม่เกิน 90 วันโดยกำหนดเงื่อนไขใดๆก็ได้ และให้ผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร ให้สิ่งสื่อสารตามคำสั่งดังกล่าวให้ความร่วมมือเพื่อให้เป็นไปตามความในมาตรานี้”
เช่นเดียวกับมาตรา 104 ว่าด้วยการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหนงทางการเมือง คณะกรรมาธิการฯ ได้แก้ไขในสาระสำคัญเช่นกัน โดยกำหนดว่า “เพื่อประโยชน์ในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ให้ ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบเฉพาะของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. และส.ว. รวมทั้งของคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปโดยเร็ว แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นบัญชีดังกล่าว.
โดยบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต้องไม่ระบุถึงรายละเอียดทางทะเบียนทรัพย์สินและภาพถ่ายทรัพย์สิน โดยการแพร่ให้กำหนดช่วงระยะเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจน”
นอกจากนี้ ในมาตรา 178 คณะกรรมาธิการฯ ยังแก้ไขใหม่โดยกำหนดให้ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่พ.ร.ป.ใช้บังคับ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดใน พ.ร.ป.
ที่มา : มติชนออนไลน์