เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘อนุทิน’ จี้เอกนัฏเร่งลดราคาน้ำมันค้าปลีกให้มากที่สุด หลังตลาดโลกปรับลด
Politics ‘อนุทิน’ จี้เอกนัฏเร่งลดราคาน้ำมันค้าปลีกให้มากที่สุด หลังตลาดโลกปรับลด
รู้จัก Trump Accounts  แจกทารกคนละ 1,000 ดอลลาร์  ปั้นนายทุน ที่ไม่ได้เกิดบนกองเงินกองทอง
World รู้จัก Trump Accounts แจกทารกคนละ 1,000 ดอลลาร์ ปั้นนายทุน ที่ไม่ได้เกิดบนกองเงินกองทอง
‘สุรศักดิ์’ แจ้ง ครม.พร้อมจัด Tomorrowland Thailand ปลายปี คาดเงินสะพัด 6 พันล้าน
Economic ‘สุรศักดิ์’ แจ้ง ครม.พร้อมจัด Tomorrowland Thailand ปลายปี คาดเงินสะพัด 6 พันล้าน
‘อนุทิน‘ เผยแสดงความยินดี ’ทักษิณ‘ หลังพ้นโทษแล้ว ยันไม่เจอที่มาเลเซีย
Politics ‘อนุทิน‘ เผยแสดงความยินดี ’ทักษิณ‘ หลังพ้นโทษแล้ว ยันไม่เจอที่มาเลเซีย
นายกฯ ชี้ดีลมาเลเซียปลดล็อกนำเข้ากุ้งไทย บรรลุข้อตกลงแล้ว
Politics นายกฯ ชี้ดีลมาเลเซียปลดล็อกนำเข้ากุ้งไทย บรรลุข้อตกลงแล้ว
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ค. 69) ร่วงลง 300 บาท ทองรูปพรรณ 65,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ค. 69) ร่วงลง 300 บาท ทองรูปพรรณ 65,950 บาท
BOI – อว. – DPU ดันหลักสูตร “ปรุงสุข” สถาปนิกสุขภาพยุคใหม่
Biz Movement BOI – อว. – DPU ดันหลักสูตร “ปรุงสุข” สถาปนิกสุขภาพยุคใหม่
ฮอร์มุซกลับมาเดินเรือปกติ กดราคาน้ำมันโลกอ่อนตัว จับตา OPEC+ เพิ่มกำลังผลิต
Economic ฮอร์มุซกลับมาเดินเรือปกติ กดราคาน้ำมันโลกอ่อนตัว จับตา OPEC+ เพิ่มกำลังผลิต
เปิด Thaimart มาร์เก็ตเพลสไทย ชูจุดแข็ง “ของแท้คุณภาพ” กำไรใน 5 ปี
Tech เปิด Thaimart มาร์เก็ตเพลสไทย ชูจุดแข็ง “ของแท้คุณภาพ” กำไรใน 5 ปี
เร่งเดินหน้า ‘ผันน้ำยวม’ ก่อน EIA หมดอายุ สั่งชลประทานแจงทุกข้อคัดค้าน
Economic เร่งเดินหน้า ‘ผันน้ำยวม’ ก่อน EIA หมดอายุ สั่งชลประทานแจงทุกข้อคัดค้าน
ดูทั้งหมด

มหา’ลัยไม่ตอบโจทย์

23 เม.ย. 2565 | 14:36น.
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ

ผู้เขียน : สาโรจน์ มณีรัตน์

 

จริง ๆ ผมเขียนถึงบ่อยมากว่า ทุกวันนี้หลักสูตร หรือสาขามหา’ลัยของรัฐ ไม่ตอบโจทย์ผู้เรียนเท่าไหร่นัก จึงทำให้นิสิต นักศึกษาที่จบออกมา 2-3 แสนคนในแต่ละปี ไม่ค่อยมีงานทำ เพราะหลักสูตร หรือสาขาที่เขาจบ ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

ยิ่งเมื่อมาเจอมหันตภัยไวรัสร้ายเมื่อ 2 ปีผ่านมาด้วย

ตลาดแรงงานยิ่งต้องปรับตัว บางองค์กรต้องปรับขนาดให้เล็กลง หรือยุบแผนกที่ไม่ทำกำไร โดยหันไปจ้างเอาต์ซอร์ซแทน ขณะที่อีกหลายองค์กรต้องเปิดโครงการ “จำใจจาก” เพราะถ้าขืนปล่อยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปเช่นนี้ อาจทำให้เกิดภาวะ “ตายหมู่” ในสักวัน

ขณะที่บางองค์กรหันสร้าง “ธุรกิจใหม่” โดยจ้าง “พนักงานรุ่นใหม่” ที่มีหัวคิด มีสมองอันทันสมัย และมองเห็นว่าธุรกิจที่จะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้าคือ “ดาวฤกษ์” ที่จะมาทดแทนธุรกิจดั้งเดิม ที่นับวันจะค่อย ๆ “อับแสง” ลงเรื่อย ๆ

การจ้างบุคลากรรุ่นใหม่ ไม่เพียงจะเกี่ยวเนื่อง และเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งระบบ หากพวกเขายังถูกจ้างในอัตราที่ค่อนข้างสูงเสียด้วย

ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

คำตอบง่าย ๆ คือบุคลากรที่จบทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมีอยู่เพียง 5-6 พันคน/ปี จากจำนวนความต้องการแรงงานทางด้านดิจิทัลประมาณปีละ 20,000-30,000 คน ถ้าหากนับความต้องการของตลาดทั่วโลกที่มีความต้องการแรงงานทางด้านดิจิทัลประมาณปีละ 2 ล้านคน

ผมจึงอยากตั้งคำถามว่า มหา’ลัยของไทยมัวทำอะไรกันอยู่ ?

และผมไม่อยากให้มองแค่เฉพาะตลาดในประเทศไทยเท่านั้น เราควรมองไปถึงตลาดต่างประเทศด้วย เพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้โลกพลวัตเข้าหากันหมดแล้ว หากการศึกษามัวแต่ย่ำเท้าอยู่กับที่ นิสิต นักศึกษาของเราคงตกงานอีกเรื่อย ๆ

ถามต่อว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ?

คงต้องถามกลับไปที่กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ว่าจะเอาอย่างไร ? จะแก้ปัญหาจริงหรือเปล่า ? และกล้ายอมผ่าตัด, ยุบบางหลักสูตร บางสาขา ที่บางมหา’ลัยไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ไหมล่ะ ?

ถ้าได้…คงต้องลงมาดูรายละเอียดอีกครั้งว่า คณะใด ? มหาวิทยาลัยใด ที่ดำรงตนเป็นเต่าพันปีอยู่อย่างนี้ ?

จริง ๆ แล้ว คงต้องมองไปถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยว่า…เราจะปล่อยให้มีแค่แผนกวิทย์-คณิต, ศิลป์-คณิต, ศิลป์-ภาษา และอื่น ๆ เพื่อหวังเพียงสอบเข้ามหา’ลัยของรัฐเท่านั้นหรือ ? ทำไมถึงไม่แตกแขนงบางแผนกให้มากกว่านี้ เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ต้องไปสาละวนอยู่กับคณะยอดฮิต มหา’ลัยท็อปเทน ตามที่ “ครูแนะแนว” แนะนำ

หรือบางครอบครัวที่ยังยึดติดอยู่กับ “ค่านิยม” เก่า ๆ

ผมถึงเชื่ออยู่เสมอว่า…ทุกวันนี้มหา’ลัยของรัฐผลิตบัณฑิตไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ทั้ง ๆ ที่ตลอด 4 ปีของการศึกษาในระบบไม่สามารถช่วยเพิ่มทักษะให้กับบัณฑิตเหล่านั้นเลย พอมาฝึกงาน ทดลองงาน ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำอะไรก็ไม่เป็น ที่สุดจึงสร้างความสูญเสียให้กับ “พี่เลี้ยง” และองค์กรนั้น ๆ

ลองเปลี่ยนเป็นการเรียนเฉพาะทาง

ในวิชาที่ชอบ อาจเป็นหลักสูตรระยะสั้น ๆ เพียงเพื่อหวังว่าพอพวกเขาจบออกมาสามารถทำงานได้ทันที หรือนำวิชาความรู้เหล่านี้ไปต่อยอดเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเอง หรือรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่ชอบในเรื่องเดียวกัน ไปสร้างธุรกิจใหม่ที่แตกต่างจากธุรกิจเดิม ๆ ผมว่าเหตุผลนี้…ดีกว่าไหม

โดยให้แบงก์พาณิชย์เข้ามาช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อให้กับพวกเขาด้วย ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่แบงก์พาณิชย์หลายแห่งสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อสีเขียว ให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

ผมฟังแล้วก็อดนิยมชมชอบไม่ได้

เพราะนอกจากจะปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ ยังทำท่าแสดงถึงความจริงใจต่อผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่หันมาทำธุรกิจที่โลกกำลังเดินทางนี้กันหมดแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่ว่า “ผู้ผลิต” คือมหา’ลัยของรัฐเท่านั้นล่ะ ว่า…จะหล่อหลอมพวกเขาออกมาอย่างไร ?

เพราะท้ายที่สุดของความเป็นจริงในอนาคต เราไม่จำเป็นอีกแล้วที่จะต้องเรียนจบจากคณะนี้ มหา’ลัยนี้ เพื่อนำใบปริญญาไปติดข้างฝา แต่ควรคิดในเชิงความคุ้มค่าต่อการบริหารจัดการมหา’ลัย ซึ่งมีพื้นที่เกินความจำเป็น วิทยาเขตที่มากมาย ว่าควรจะลดขนาดองค์กรให้เล็กลงได้แล้ว

เปลี่ยนเป็นการเรียนคอร์สสั้น ๆ หรือเรียนออนไลน์แทน เพื่อจะได้นำพื้นที่ส่วนที่เหลือไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ จะได้มีเงินมาจ้างทีมคณาจารย์เก่ง ๆ เพื่อผลิต “คน” คุณภาพออกไปรับใช้ตลาด

รีบ ๆ ทำเสียทีเถอะครับ ?

แท็กที่เกี่ยวข้อง

มหาวิทยาลัย หลักสูตร