เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

นบข.เคาะ 1,925 ล้าน ประกันภัยข้าวนาปี 2565

27 เม.ย. 2565 | 16:06น.

ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะ ประชุม นบข. เคาะ 1,925 ล้านบาท โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 ชง ครม.ไฟเขียว

วันที่ 27 เมษายน 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 1/2565 ร่วมกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณคณะกรรมการ นบข.ทุกคน ที่ได้ร่วมกันแก้ปัญหาเรื่องข้าวร่วมกันมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยงานหลายอย่างมีความคืบหน้า หลายอย่างจะต้องทำต่อไป และหลายอย่างก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนต่าง ๆ

ซึ่งทุกคนเข้าใจดีว่าเป็นภาระหน้าที่สำคัญที่ต้องดูแลประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนาให้สามารถที่จะอยู่ได้ และวันนี้มีสถานการณ์หลายอย่างที่เป็นผลกระทบ เช่น เรื่องแรงงาน โควิด-19 สถานการณ์สงครามความขัดแย้ง ที่ทำให้งานยากขึ้นเรื่อย ๆ แต่นายกรัฐมนตรียังคงเชื่อมั่นในคณะกรรมการทุกคนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะหาวิธีการที่เหมาะสมในการเดินหน้าพัฒนางานบริหารข้าวให้ดีที่สุด ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพเรื่องข้าวอยู่แล้ว โดยวันนี้มีหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนการผลิต การตลาด ปริมาณ คุณภาพต่าง ๆ และหลายประเทศที่เป็นประเทศเกษตรกรรมปลูกข้าวเช่นเดียวกับประเทศไทย ก็ได้มีการพัฒนาไปมากพอสมควร ซึ่งจะต้องนำมาเปรียบเทียบกับการทำงานของเราด้วย

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวเห็นใจพี่น้องเกษตรกร ทั้งพืชไร่ พืชสวน ชาวไร่ชาวนาทั้งหมดที่รัฐบาลจะต้องดูแล โดยขณะนี้รัฐบาลได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจนรายครัวเรือน ซึ่งมีหลายอาชีพ หลายประเภท โดยจะดำเนินการให้เป็นรูปธรรมและทยอยดำเนินการโดยเร็วที่สุด

รวมทั้งนายกรัฐมนตรีกล่าวให้ความสำคัญกับการวิจัย พัฒนาพันธุ์ และเทคโนโลยีการผลิตข้าว ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวปีงบประมาณ 2565 ด้านการผลิต ที่ขณะนี้มีความคืบหน้าในการรับรองพันธุ์ข้าวไม่น้อยกว่า 14 พันธุ์ พร้อมกำชับว่าในการดำเนินงานการใช้จ่ายงบประมาณทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายทุกประการ

สำหรับมติ นบข. ที่สำคัญ นบข. เห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 และมอบหมายให้กระทรวงการคลังนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป กระทรวงการคลัง ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการพิจารณาแนวทางการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 โดยกำหนดหลักการให้เกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปีของ ธ.ก.ส.ได้รับความคุ้มครองจากระบบการประกันภัยตามกฎของจำนวนมาก (Law of Large Numbers)

เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการในปีการผลิต 2559-2564 และคงรูปแบบการรับประกันภัยส่วนเพิ่ม (Tier 2) เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีส่วนร่วมในการรับภาระค่าเบี้ยประกันภัย เช่นเดียวกับโครงการในปีการผลิต 2564 ทั้งนี้ โครงการปีการผลิต 2565 มีหลักการและรายละเอียดในการรับประกันภัย อาทิ

ผู้รับประกันภัย : บริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการตามกรมธรรม์/คุณสมบัติผู้เอาประกันภัย : เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเพาะปลูกข้าวนาปี และปรับปรุงทะเบียนในปีการผลิต 2565/พื้นที่รับประกันภัย (พื้นที่รวมทั้งโครงการ 29 ล้านไร่) : การรับประกันภัยพื้นฐาน (Tier 1) 28.5 ล้านไร่ แบ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. 28 ล้านไร่ เกษตรกรทั่วไปไม่เกิน 5 แสนไร่ การรับประกันภัยร่วมจ่ายโดยสมัครใจ (Tier 2) ไม่เกิน 5 แสนไร่/งบประมาณ : สำหรับพื้นที่เอาประกันภัย 28.5 ล้านไร่ (อุดหนุนเบี้ยประกันภัยเฉพาะ Tier 1) จำนวน 1,925.065 ล้านบาท โดยให้ ธ.ก.ส.ทดรองจ่ายเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยแทนรัฐบาลและเบิกเงินชดเชยจากรัฐบาลตามจำนวนที่จ่ายจริงรวมกับต้นทุนเงินในอัตราต้นทุนทางการเงินของ ธ.ก.ส. ประจำไตรมาสบวก 1 ต่อปี ในปีงบประมาณถัดไป

โดยให้มีการปรับเปลี่ยนอัตราต้นทุนทางการเงินตามอัตราที่แท้จริงทุกไตรมาส/ระยะเวลาขายกรมธรรม์ : กำหนดวันเริ่มจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบโครงการปีการผลิต 2565 และกำหนดวันสิ้นสุดการขายกรมธรรม์แตกต่างกันตามภูมิภาค ดังนี้ (1) ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กลุ่มที่ 1) จำนวน 42 จังหวัด สิ้นสุดการขายกรมธรรม์ไม่เกินวันที่ 31 พ.ค. 65 (2) ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(กลุ่มที่ 2) จำนวน 16 จังหวัด สิ้นสุดการขายกรมธรรม์ไม่เกินวันที่ 31 พ.ค. 65 (3) ภาคตะวันตก จำนวน 5 จังหวัด สิ้นสุดการขายกรมธรรม์ไม่เกินวันที่ 30 มิ.ย. 65 (4) ภาคใต้ จำนวน 14 จังหวัด สิ้นสุดการขายกรมธรรม์ไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค. 65/การพิจารณาค่าสินไหมทดแทน : การประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินของผู้ว่าราชการจังหวัด ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562

นายธนกรกล่าวว่า นบข.รับทราบสถานการณ์ข้าวโลกและข้าวไทย สถานการณ์ข้าวโลก : การส่งออกข้าวไทยเทียบกับประเทศผู้ส่งออกสำคัญในปี 2565 (ม.ค.-มี.ค.) อินเดียส่งออกข้าวได้มากเป็นอันดับ 1 ของโลก ประมาณ 3.57 ล้านตัน รองลงมาได้แก่ ไทย 1.76 ล้านตัน เวียดนาม 1.43 ล้านตัน ปากีสถาน 1.26 ล้านตัน และสหรัฐ 0.61 ล้านตันตามลำดับ

ทั้งนี้ การส่งออกข้าวไทยจำแนกตามชนิดข้าวปี 2565 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยส่งออกข้าวขาวเป็นอันดับหนึ่งคิด เป็นสัดส่วนร้อยละ 53.64 ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมาได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย (ร้อยละ 24.555) ข้าวนึ่ง (ร้อยละ 9.09) ข้าวหอมไทย (ร้อยละ 6.36) ข้าวเหนียว (ร้อยละ 3.64) และข้าวกล้อง (ร้อยละ 1.82) ตามลำดับ ปริมาณการส่งออกข้าวทั้ง 6 ชนิด รวม 1.10 ล้านตัน

ซึ่งเป็นปริมาณการส่งออกที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 โดยตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทยอันดับหนึ่ง คือ ภูมิภาคเอเชีย คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 35.45 ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมาได้แก่ ภูมิภาคแอฟริกา (ร้อยละ 21.82) ตะวันออกกลาง (ร้อยละ 20.00) อเมริกา (ร้อยละ 16.36) ยุโรป (ร้อยละ 3.64) และโอเชียเนีย (ร้อยละ 2.73) ตามลำดับ

ด้านแนวโน้มสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในปี 2565 กรมการค้าต่างประเทศและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้กำหนดเป้าหมายการส่งออกไว้ประมาณ 7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.38 จากปริมาณการส่งออกปี 2564 โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและมีการบริโภคมากขึ้น

ประกอบกับคาดว่าน้ำฝนและน้ำในอ่างเก็บน้ำในปีนี้มีปริมาณเพียงพอต่อการเพาะปลูก ทำให้ผลผลิตมีปริมาณเพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้ราคาข้าวไทยในปี 2565 อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียได้รับการฟื้นฟู ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีทางการค้าข้าวของไทย

นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางการขนส่งเพิ่มขึ้นใหม่อย่างเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกในการขนส่งสินค้าจากไทยไปจีนท่ามกลางปัญหาขาดแคลนตู้ขนส่งสินค้าและระวางเรือ อีกทั้งยังคาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนจะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยมากนัก โดยอุปสรรคหลักของการส่งออกข้าวไทยในปีนี้ยังคงเป็นปัญหาค่าระวางที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

นายธนกรกล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยปี 2565 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยส่งออกข้าวได้ปริมาณ 1.10 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.41 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาข้าวไทยอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ราคาข้าวไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ประมาณ 5 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ประเทศผู้นำเข้าหันมานำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้น

ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาข้าวโพดและข้าวสาลีซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์มีราคาสูงขึ้น จึงทำให้มีการหันมานำเข้าข้าวหักจากไทยเพื่อนำไปใช้ทดแทนข้าวโพดหรือข้าวสาลีในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ผู้นำเข้าบางส่วนยังเพิ่มปริมาณการนำเข้าข้าวเพื่อสำรองไว้ เนื่องจากมีความกังวลจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย–ยูเครน

สถานการณ์ข้าวไทย 1) การผลิต การบริโภค การส่งออก และสต๊อกข้าวไทย : ผลผลิตข้าวไทยปี 2564/65 คาดว่าผลผลิตข้าวไทยจะมีประมาณ 21.16 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้น 0.54 ล้านตันข้าวสาร หรือร้อยละ 2.62 จากปีการผลิต 2563/64 ที่มีปริมาณ 20.62 ล้านตันข้าวสาร เนื่องจากในฤดูกาลทำนาปรังปี 2565 สภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การบริโภคข้าวไทยปี 2564/65 ที่คาดว่าจะมีประมาณ

11.50 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 0.09 ล้านตันข้าวสาร หรือร้อยละ 0.78 จากปี 2563/64 ที่มีปริมาณ 11.59 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งค่อนข้างทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา การส่งออกข้าวไทย ปี 2564/65 ส่งออกข้าวได้ปริมาณ 6.12 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้น 0.39 ล้านตันข้าวสาร หรือร้อยละ 6.81 จากปี 2563/64 ที่ส่งออกได้ปริมาณ 5.73 ล้านตันข้าวสาร

โดยมีปัจจัยบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวไทยปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ สต๊อกข้าวไทยปลายปี 2564/65 คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 4.58 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้น 0.30 ล้านตันข้าวสาร หรือร้อยละ 7.01 จากปี 2563/64 ที่มีปริมาณ 4.28 ล้านตันข้าวสาร

2) การเพาะปลูกข้าวปี 2564/65 รอบที่ 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าวที่ 60.25 ล้านไร่ ผลผลิต 25.25 ล้านตันข้าวเปลือก โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ปี 2564/65 มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี 62.60 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.26 พื้นที่เก็บเกี่ยว 59.14 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 1.58 และผลผลิต 26.02 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 1.51 รอบที่ 2 กษ.กำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าวที่ 9.03 ล้านไร่ ผลผลิต 5.41 ล้านตันข้าวเปลือก

โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ปี 2564/65 มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรัง 10.11 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 21.22 พื้นที่เก็บเกี่ยว 10.07 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 21.18 และผลผลิต 6.53 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 22.98 โดยผลผลิตข้าวนาปรังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น

3) ผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2564/65 รอบที่ 1 มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 4,678,876 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 101.74 ของเป้าหมาย 4,600,000 ครัวเรือน พื้นที่ 62.70 ล้านไร่ รอบที่ 2 มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 396,299 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 99.07 ของเป้าหมาย 400,000 ครัวเรือน พื้นที่ 6.36 ล้านไร่ (ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ณ 7 เม.ย. 65)

4) สถานการณ์ด้านราคา ณ วันที่ 25 เม.ย. 65 ข้าวเปลือกหอมมะลิ 12,500-13,800 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 12,000-13,000 บาท/ตัน ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว 9,000-10,000 บาท/ตัน ข้าวเปลือกเจ้า 8,400-9,000 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี 10,500-11,500 บาท/ตัน

5) แนวโน้มสถานการณ์ด้านราคาข้าว ปัจจัยบวกได้แก่ (1) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และ (2) สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้อุปสงค์กลับมาฟื้นตัว ปัจจัยลบ ได้แก่ ค่าระวางเรือปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวได้