เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ค่าเงินบาทวันนี้ (2 ก.ค.) เปิดตลาด 33.35 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (2 ก.ค.) เปิดตลาด 33.35 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
เปิด 72 อรหันต์ “กมธ.พิจารณางบ 70”
Politics เปิด 72 อรหันต์ “กมธ.พิจารณางบ 70”
‘ยาง-มะพร้าว’ สะดุดสงครามราคา โจทย์ใหญ่เกษตรไทยรับมือการค้าโลก
Economic ‘ยาง-มะพร้าว’ สะดุดสงครามราคา โจทย์ใหญ่เกษตรไทยรับมือการค้าโลก
รถอีวี Ferrari Luce ลูกค้าจีน ซื้อหมดเกลี้ยง
Automotive รถอีวี Ferrari Luce ลูกค้าจีน ซื้อหมดเกลี้ยง
ผู้ชนะ ฟุตบอลโลกนอกสนาม
สามัญสำนึก ผู้ชนะ ฟุตบอลโลกนอกสนาม
พยากรณ์อากาศวันนี้ (2 ก.ค.) ประเทศไทย ฝนตก 60 – 80%
Economic พยากรณ์อากาศวันนี้ (2 ก.ค.) ประเทศไทย ฝนตก 60 – 80%
“ยางพารา” ลุ้นแตะ 100 บาท พิษสงคราม-EV ดันราคาพุ่ง
เศรษฐกิจภูมิภาค “ยางพารา” ลุ้นแตะ 100 บาท พิษสงคราม-EV ดันราคาพุ่ง
ส่องหุ้นรับประโยชน์ กนง.ตรึงดอกเบี้ยยุติวัฏจักรขาลง
Finance ส่องหุ้นรับประโยชน์ กนง.ตรึงดอกเบี้ยยุติวัฏจักรขาลง
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (2 ก.ค.) ขยับขึ้น 3.7% อยู่ที่ 60,758 เหรียญสหรัฐ
Economic ราคาบิตคอยน์วันนี้ (2 ก.ค.) ขยับขึ้น 3.7% อยู่ที่ 60,758 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (2 ก.ค.) เช็กราคา ‘ดีเซล-แก๊สโซฮอล์’ ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (2 ก.ค.) เช็กราคา ‘ดีเซล-แก๊สโซฮอล์’ ล่าสุด
ดูทั้งหมด

สินมั่นคง ดิ้น “ฟื้นฟู” หนีตาย “แฮร์คัตหนี้” เปิดทางผู้ร่วมทุนใหม่

21 พ.ค. 2565 | 08:05น.
สินมั่นคงประกันภัย

สินมั่นคงประกันภัย

สินมั่นคง เดิมพันอนาคตฝ่าวิกฤตประกันโควิด “เจอจ่ายจบ” เคลมทะลัก 4.1 หมื่นล้านบาท “หนี้สินล้นพ้นตัว” เข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการหนีตาย ศาลล้มละลายนัดไต่สวน15 ส.ค. 2565 ผู้เอาประกันโควิดกว่า 3.5 แสนรายป่วน บริษัทหยุดจ่ายสินไหม

สะเทือนลูกค้าประกันรถยนต์-อัคคีภัยกว่า 2 ล้านฉบับ อู่ซ่อมปฏิเสธซ่อม วงในวิเคราะห์แผนฟื้นฟู “ลดหนี้-ยืดหนี้-หาผู้ร่วมลงทุนใหม่” เจ้าหนี้โควิดยื่นศาลคัดค้าน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากกรณีประกันโควิด-19 แบบ “เจอจ่ายจบ” ที่กลายเป็นระเบิดทำให้บริษัทประกันที่ขายกรมธรรม์แบบ “เจอจ่ายจบ” ประสบปัญหาวิกฤตสภาพคล่องจนต้องปิดกิจการไปแล้ว 4 บริษัท คือ บริษัท เอเชียประกันภัย, เดอะวัน ประกันภัย, อาคเนย์ประกันภัย และไทยประกันภัย

และที่กำลังเป็นประเด็นร้อนขณะนี้ก็คือกรณีของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ SMK ที่ล่าสุดออกมาชี้แจงว่าบริษัทมีภาระจ่ายเคลมประกันโควิด-19 รวมทั้งสิ้นกว่า 4.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการจ่ายสินไหมไปแล้ว 11,875 ล้านบาท โดยนำเงินจากกำไรสะสมทั้งหมดมาจ่าย และยอดคงค้างที่มีผู้ยื่นเคลมประกันอีกประมาณ 350,000 รายการ คิดเป็นค่าสินไหมประมาณ 30,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีปัญหาสภาพคล่องไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ เคลมให้กับผู้เอาประกันได้

SMK ได้สิทธิ “พักชำระหนี้”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 บริษัท สินมั่นคงฯ ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ศาลล้มละลายฯได้มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ซึ่งศาลล้มละลายกลางได้กำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท สินมั่นคงฯ ในวันที่ 15 สิงหาคม 2565 เพื่อที่ศาลจะพิจารณาว่าจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือไม่

ซึ่งตามข้อกฎหมาย ผู้เอาประกันในฐานะ “เจ้าหนี้” มีสิทธิคัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้

โดยหลังจากการที่ศาลล้มละลายได้มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้วนั้น มีผลทำให้เกิด “สภาวะการพักชำระหนี้” (automatic stay) หมายความว่า บริษัท “สินมั่นคงฯ” ในฐานะลูกหนี้ จะได้รับความคุ้มครองหยุดพักการชำระหนี้ทั้งหมด ตามมาตรา 90/12 พ.ร.บ.ล้มละลายฯโดยอัตโนมัติทันที

หนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน

แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกล่าวว่า ดังนั้นในส่วนของผู้เอาประกันที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่อยู่ระหว่างยื่นเคลมของบริษัท สินมั่นคงฯ ซึ่งมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” จะยังไม่ได้รับการชำระค่าสินไหมทดแทน รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ได้มีการเซ็นสัญญาทำข้อตกลงผ่อนชำระเป็นระยะเวลา 8 เดือนกับบริษัทไปก่อนหน้านี้ เพราะการที่บริษัทยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายก็เพราะว่าบริษัทไม่มีเงินพอที่จะชำระหนี้ ในลักษณะที่เรียกว่า “หนี้สินล้นพ้นตัว”

โดยเมื่อ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางบริษัท สินมั่นคงฯออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ขณะนี้มีจำนวนเคลมสินไหม COVID-19 คงค้างอีกประมาณ 350,000 รายการ คิดเป็นค่าสินไหมประมาณ 30,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้นับรวมหนี้สินในส่วนอื่น ๆ

แจงแนวฟื้นฟู-หาผู้ลงทุนใหม่

บริษัท สินมั่นคงฯได้ระบุว่า บริษัทมีความจำเป็นต้องยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลาย เพื่อให้บริษัทยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างต่อเนื่อง และปรับโครงสร้างการชำระหนี้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและแก้ไขฐานะการเงิน ซึ่งความสำเร็จในการฟื้นฟูกิจการของบริษัทขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการให้ความร่วมมือของทุกฝ่าย

“บริษัทขอยืนยันว่า บริษัทมีเจตนาที่ดีในการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินไหมโควิด-19 โดยการฟื้นฟูกิจการจะเปิดโอกาสให้บริษัท และผู้เอาประกันภัยได้เจรจาร่วมกัน เพื่อหาแนวทางในการชำระหนี้ที่เหมาะสม และเป็นแนวทางที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย”

นอกจากนี้ สินมั่นคงฯระบุว่าที่ผ่านมา บริษัทได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขภาระค่าสินไหมโควิด-19 ที่มีจำนวนมาก โดยการสรรหานักลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถทางการเงินในการชำระค่าสินไหมโควิด ซึ่งแม้ว่าจะมีนักลงทุนให้ความสนใจในธุรกิจหลักของบริษัท เนื่องจากมีผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่สินไหมโควิดที่ปัจจุบันสูงกว่า 41,875 ล้านบาท คิดเป็นการจ่ายสินไหมที่สูงถึง 63 เท่าของเบี้ยประกันภัยรับ หรือ 6,300% เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจลงทุน

สะเทือนลูกค้า-คู่ค้า 2.5 ล้านราย

ทางบริษัท สินมั่นคงฯย้ำว่า การยื่นฟื้นฟูกิจการคือทางออกที่ดีที่สุดต่อทุกฝ่าย และหากบริษัทปิดกิจการ ผู้เอาประกันของบริษัททั้งหมดกว่า 2.5 ล้านฉบับ จะได้รับผลกระทบ รวมถึงพนักงานเกือบ 2,000 คน และคู่ค้าต่าง ๆ จะไม่ได้รับชำระหนี้และสูญเสียรายได้

ทั้งระบุว่า นักลงทุนยังแสดงความสนใจที่จะร่วมลงทุน หากบริษัทสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากปัญหาสินไหมโควิด เจอ จ่าย จบ จะได้รับการแก้ไข นอกจากนี้ ธุรกิจหลักประกันภัยรถยนต์และน็อนมอเตอร์ (nonmotor) ยังมีศักยภาพ ผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องมาโดยตลอด และการชดใช้สินไหมประเภทอื่นยังสามารถดำเนินไปได้ตามปกติ

ประกันรถยนต์พอร์ตใหญ่

สำหรับผลประกอบการบริษัท สินมั่นคงประกันภัย ณ สิ้นปี 2564 พบว่าขาดทุนสุทธิ 4,753 ล้านบาท จากปี’63 ที่มีกำไร 757 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการจ่ายค่าสินไหมโควิด 8,141 ล้านบาท

ส่งผลให้อัตราค่าสินไหมรวม (loss ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 135.4% จาก 62.8% ในปี 2563 และมีหนี้สินรวม 9,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.18% ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจาก 6,901.23 ล้านบาท เหลือแค่ 2,196 ล้านบาท

ส่วนเบี้ยประกันรับปี 2564 มูลค่า 10,215 ล้านบาท โดยมาจากเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 8,144 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด (รวมเจอ-จ่าย-จบ) 1,859 ล้านบาท เบี้ยประกันอัคคีภัย 187 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง 26 ล้านบาท

ลุ้นศาลพิจารณา 15 ส.ค.

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่ คปภ.ให้ความยินยอมแก่บริษัท สินมั่นคงประกันภัย เพื่อขอยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางนั้น คปภ.ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไร แต่บอกว่าทำอะไรต้องรักษาสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนเป็นหลัก ขณะที่เจ้าหนี้ของสินมั่นคงฯส่วนใหญ่เป็นผู้เอาประกันภัยรายย่อยหลายแสนราย และมีบางส่วนเป็นเจ้าหนี้บริษัทประกันภัย ที่มีการหักบัญชีร่วมกันกรณีเกิดเหตุเคลมประกันรถยนต์ชั้น 1

ส่วนขั้นตอนการชำระหนี้ผู้เอาประกันภัยนั้น แหล่งข่าว คปภ.กล่าวว่า ศาลได้มีการนัดไต่สวนวันที่ 15 ส.ค. 65 ว่า จะเห็นชอบสั่งให้มีการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ ดังนั้นขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะมีกระบวนการชำระหนี้อย่างไร เพราะหากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จะต้องมีการจัดประชุมเจ้าหนี้ทั้งหมด การตั้งผู้ทำแผน และการทำแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งจะมีการกำหนดเรื่องการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนนับจากนี้

แต่หากศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า บริษัทไม่เข้าคุณสมบัติ “หนี้สินล้นพ้นตัว” ตามมาตรา 90/3 หรือเป็นการร้องขอโดยไม่สุจริต ศาลจะสั่งยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าหนี้ทั้งหลายก็ต้องไปดำเนินการฟ้องร้องเพื่อติดตามฟ้องทวงหนี้กันเอง

เสนอแผน “ลดหนี้-ยืดหนี้”

แหล่งข่าวกล่าวว่า หากศาลล้มละลายเห็นชอบมีคำสั่งให้บริษัท สินมั่นคงฯ ฟื้นฟูกิจการ หลังจากนั้น บริษัท สินมั่นคงฯ (ลูกหนี้) จะต้องจัดประชุมเจ้าหนี้ โดยมีกรมบังคับคดีเป็นแม่งาน เพื่อเจรจาข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ คาดว่าแผนฟื้นฟู ลูกหนี้จะมีการเสนอขอลด/ตัดหนี้ (hair cut) และยืดชำระหนี้ ในส่วนของกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มผู้เอาประกันโควิด-19 ที่มีมูลหนี้กว่า 30,000 ล้านบาท รวมถึงการเสนอชดใช้เป็นอย่างอื่น เช่น ให้กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ (PA) ซึ่งเป็นเรื่องการเจรจาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้

การยื่นฟื้นฟูภายใต้กฎหมายล้มละลายจะทำให้บริษัทสามารถเจรจาตกลงกับเจ้าหนี้ได้ง่ายขึ้น และหากไปถึงขั้นที่ศาลเห็นชอบแผนฟื้นฟูแล้ว เจ้าหนี้ทุกคนก็ต้องยอมรับตามคำสั่งศาลทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่บริษัทต้องการก็คือลดหนี้สินไหม จากที่จ่ายคนละ 70,000-100,000 บาท ลดลง พร้อมกับยืดหนี้ออกไป

อย่างไรก็ตาม หากบริษัทสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ก็มีโอกาสที่บริษัทจะหาเงินเพื่อมาชำระหนี้ แต่หากเจ้าหนี้คัดค้านไม่ยอมให้ฟื้นฟูกิจการ บริษัทก็อาจต้องยอมล้มละลายปิดกิจการ ซึ่งแนวทางนี้ก็อาจทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายมากกว่า เพราะโอกาสที่จะได้รับการชำระหนี้คืนก็จะยาวนานเช่นกัน

ดึงประกันต่างชาติใส่เงินเพิ่มทุน

แหล่งข่าววงการประกันวินาศภัยเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเด็นสำคัญในการฟื้นฟูกิจการคือ การปรับโครงสร้างหนี้และการหาผู้ลงทุนใหม่เข้ามา ทั้งนี้ ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมปรับลดหนี้-ยืดหนี้แบบยาว ๆ หลายปี ในส่วนของผู้ร่วมทุนใหม่ก็คงไม่ยอมใส่เงินเข้ามา และโอกาสที่ธุรกิจของสินมั่นคงจะไปต่อก็ยาก

“ตอนนี้บริษัทมีการพูดคุยกับผู้ลงทุนใหม่ไว้แล้ว แค่รอให้ตัวเลขกรมธรรม์โควิดนิ่งก่อน แต่พอจบแล้วแผลใหญ่เกินไป คือยอดเคลมสูงมาก ทำให้ผู้เพิ่มทุนชะลอใส่เงิน เบื้องต้นทราบว่ามีการคุยบริษัทประกันต่างชาติหลายราย มีทั้งญี่ปุ่นและฝรั่งที่มีความสนใจ ซึ่งถ้าผู้ลงทุนใหม่ใส่เงินมาก็คาดว่าจะถือหุ้นเกือบ 100% เจ้าของเดิมแทบไม่เหลือหุ้น แต่คงให้อยู่ช่วยบริหาร ซึ่งตอนนี้ช้าไม่ได้เพราะความเชื่อมั่นจะเสีย กลัวลูกค้าใหม่จะไม่เข้ามา”

แหล่งข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ดี แม้ว่าศาลจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ในแง่ของการดำเนินธุรกิจต่อไปก็ยาก เพราะความเชื่อมั่นหาย ยิ่งนานไปจะไม่มีลูกค้าใหม่เข้ามา ยิ่งไม่มีรายได้เข้ามา ซึ่งยิ่งช้าก็ยิ่งโอกาสสำเร็จยาก ยกเว้นว่าได้ผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามา ที่คาดหวังจะได้พอร์ตลูกค้าประกันรถยนต์ และประกันเสี่ยงภัยอื่น ๆ ของบริษัท แต่หากเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับผู้เอาประกันโควิดไม่สำเร็จ โอกาสที่ผู้ลงทุนใหม่จะเข้ามาใส่เงินก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน

เจ้าหนี้นัดรวมพลยื่นคัดค้านฟื้นฟู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย ซึ่งทำให้บริษัทได้รับความคุ้มครองในการ “พักชำระหนี้” ชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทำให้กลุ่มเจ้าหนี้ผู้เอาประกันโควิด “เจอจ่ายจบ” ที่มีการรวมตัวกันในเพจต่าง ๆ อาทิ เพจรวมตัวฟ้องสินมั่นคงหากยกเลิกประกันโควิด, เพจเคลมประกันโควิค (สินมั่นคงประกันภัย) ฯลฯ ขณะนี้ได้มีการเชิญชวนไปยื่นคัดค้านการฟื้นฟูกิจการที่ศาลล้มละลายกลาง ในวันจันทร์ที่ 23 พ.ค. 2565

โดยผู้เอาประกันจำนวนมากแสดงความคิดเห็นว่า บริษัทไม่มีความรับผิดชอบ และเกรงว่าถ้าเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ จะทำให้เจ้าหนี้กลุ่มนี้ไม่ได้รับเงินค่าสินไหม หรืออาจจะทำให้จะต้องใช้เวลา 5-7 ปี ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟู และหลายคนมองว่าการฟื้นฟูจะเป็นประโยชน์กับลูกหนี้ (สินมั่นคง) มากกว่า แต่เจ้าหนี้จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์

ซึ่งตามกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้เอาประกันในฐาน “เจ้าหนี้” มีสิทธิคัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้

ปิดกิจการเจ้าหนี้รอคิวสิบปี

แหล่งข่าวกล่าวว่า ถ้ากรณีกระบวนการฟื้นฟูกิจการไม่สำเร็จ หรือไม่ได้เข้าฟื้นฟูต้องปิดกิจการจะเสียหายต่อเจ้าหนี้มากกว่า เพราะภาระหนี้ 30,000 ล้านบาท จะตกไปที่กองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) ซึ่งไม่รู้ว่ากี่สิบปี ผู้เอาประกันถึงจะได้เงินคืน

เพราะตอนนี้กองทุนมีภาระที่ต้องชำระบัญชีให้กับ 4 บริษัทประกันที่ถูกปิดกิจการไปแล้ว มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ประมาณ 3 แสนเคลม ขณะที่ปัจจุบันกองทุนมีเงินเหลืออยู่ 4-5 พันล้านบาทเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะชำระบัญชี ขณะที่กองทุนยังไม่ได้รับการอนุมัติเงินกู้จากหน่วยงานใดเลย

ฉะนั้นถ้าสินมั่นคงประกันภัยต้องปิดกิจการ ก็จะทำให้ภาระหนี้ของกองทุนเพิ่มเข้ามาอีก 3 หมื่นล้านบาท กลายเป็น 5-6 หมื่นล้านบาท โดยมียอดเคลมที่ต้องจ่ายเพิ่มอีก 3.5 แสนรายการ ทำให้เคลมสะสมกลายเป็น 5-6 แสนรายการ

ขณะที่ระบบการอนุมัติชำระหนี้ของกองทุนปัจจุบันมีความล่าช้ามาก พิจารณาเคลมได้แค่ 1,000 เคลม/เดือน เท่ากับ 1 ปีพิจารณาได้ 12,000 เคลมเท่านั้น ขณะที่มีเคลมสะสม 5-6 แสนรายการ ถ้าทำงานแบบเดิมก็ต้องใช้เวลากี่ปีกว่าจะชำระบัญชีเสร็จ ฉะนั้นกองทุนต้องปรับวิธีทำงานใหม่ แม้ว่ากองทุนจะชี้แจงว่ามีเจ้าหน้าที่ทำงานเพียงแค่ 10 คนก็ตาม

กระทบลูกค้าประกันรถยนต์

ด้านแหล่งข่าวสมาคมประกันวินาศภัยไทยกล่าวว่า กรณีที่ศาลล้มละลายมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย ทำให้บริษัทได้รับความคุ้มครองในการพักชำระหนี้

ในกรณีนี้คาดว่าจะสร้างความเดือดร้อนแก่บริษัทประกันอื่นด้วย และลูกค้า nonCOVID ของสินมั่นคงฯที่เกิดเคลมในช่วงนี้ เพราะอยู่ในนิติบุคคลเดียวกัน โดยเฉพาะการประกันภัยรถยนต์ หากลูกค้าประกันรถของสินมั่นคงฯเกิดชน ต้องนำรถเข้าอู่ซ่อม ทางอู่อาจจะไม่รับซ่อมเพราะกลัวเบิกเงินเคลมจากบริษัทไม่ได้

ส่วนกรณีรถที่ทำประกันสินมั่นคงฯ ชนรถที่ทำประกันกับบริษัทอื่น ประกันคู่กรณีก็จะต้องไปเรียกร้องจากสินมั่นคงฯ หลังจากซ่อมรถให้ลูกค้าแล้ว ก็จะเกิดหนี้ระหว่างกัน ซึ่งบริษัทประกันก็ต้องไปเรียกเงินจากสินมั่นคงฯ ถ้าเรียกได้ก็จบ แต่ถ้าไม่ได้ต้องดูเงื่อนไข หรือสุดท้ายอาจจะเป็นหนี้สูญไปเลย

อู่ปฏิเสธประกัน “สินมั่นคงฯ”

แหล่งข่าวดีลเลอร์รถยนต์รายใหญ่ใน กทม.เปิดเผยว่า กรณีที่สินมั่นคงฯได้รับความคุ้มครองในการพักชำระหนี้ ทำให้ตอนนี้ทั้งอู่สีและศูนย์บริการรถหลาย ๆ ค่าย ปฏิเสธการรับเคลมรถที่ทำประกันกับสินมั่นคงฯ เพราะเกรงว่าจะไม่สามารถเรียกเก็บค่าซ่อมจากบริษัทได้

“อย่างไรก็ตาม ถ้ารถประกันสินมั่นคงฯเป็นฝ่ายถูก และคู่กรณีเป็นประกันภัยค่ายอื่นที่ไม่ใช่สินมั่นคงฯ หรืออาคเนย์ฯ ก็พร้อมเคลมให้เพราะเชื่อว่าในกรณีนี้จะสามารถเรียกเก็บค่าซ่อมได้ แต่ก็มีหลายศูนย์เลือกไม่รับเคลมเพื่อป้องกันปัญหาที่ตามมา”

นายสมศักดิ์ ศรีรัตนประภาส ประธานบริหารบีอาร์จีกรุ๊ป ผู้นำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศรายใหญ่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีลูกค้าสินมั่นคงฯตอนนี้ปฏิเสธการซ่อมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือถูก แต่ถ้าลูกค้ายอมสำรองจ่ายก็พอให้บริการ โดยจะจัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ ไว้ให้เพื่อลูกค้าไปดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหม หรือค่าซ่อมต่อจากบริษัทเอง

“เพราะเคลมเก่ายังค้างจ่ายอยู่ระดับหนึ่ง ตอนนี้คงต้องบอกกับลูกค้าตรง ๆ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สินมั่นคงประกันภัย