สินมั่นคง “หยุดจ่ายหนี้” เคลมโควิด 3 หมื่นล้าน ลูกค้าป่วน !

สินมั่นคง ประกันภัย

ผู้เคลมประกันโควิด-19 “สินมั่นคง” กว่า 3.5 แสนรายป่วน หลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของ “สินมั่นคง” ทำให้บริษัทได้รับความคุ้มครอง “พักชำระหนี้” เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ-ปรับโครงสร้างหนี้ค้างจ่ายเคลมกว่า 30,000 ล้านบาท

ศาลมีคำสั่งรับคำร้องฟื้นฟู “สินมั่นคง”

วันที่ 19 พฤษภาคม 2565 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากกรณีของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ SMK มีภาระจ่ายเคลมประกันโควิด-19 “เจอจ่ายจบ” พุ่งสูงกว่า 4.1 หมื่นล้านบาท ทำให้บริษัทมีปัญหาสภาพคล่องไม่สามารถชำระหนี้เคลมให้กับผู้เอาประกันได้ตามกำหนด เมื่อ17พฤษภาคม 2565 บริษัทได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และเมื่อ วันที่ 18 พฤษภาคม 2565ที่ผ่านมา ศาลล้มละลายฯได้มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว

สินมั่นคงได้รับคุ้มครอง “พักชำระหนี้”

ทั้งนี้จากการที่ศาลล้มละลายฯได้มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้วนั้น มีผลทำให้เกิด”สภาวะการพักชำระหนี้” (Automatic Stay) หมายความว่าบริษัท “สินมั่นคง” ในฐานะลูกหนี้จะได้รับความคุ้มครองหยุดพักการชำระหนี้ทั้งหมดตามมาตรา 90/12 พ.ร.บ. ล้มละลายฯโดยอัตโนมัติทันที

โดยเจ้าหนี้ต่าง ๆ จะต้องถูกบังคับโดยกฎหมายให้งดการดำเนินการในการบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามกฎหมายส่วนแพ่ง หรือไม่ให้เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้หรือบริษัทสินมั่นคง ทั้งนี้ เพื่อให้บริษัทมีช่วงระยะเวลาในการที่จะดำเนินการปรับโครงสร้างหรือหาวิธีการในการชำระหนี้

ผู้เอาประกัน 3.5 แสนรายป่วน

ดังนั้นหมายความว่าขณะนี้ในส่วนของผู้เอาประกันที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ได้อยู่ระหว่างยื่นเคลมของบริษัทสินมั่นคง ซึ่งทางบริษัทแจ้งว่า มีจำนวนเคลมสินไหม Covid-19 คงค้างอีกประมาณ 350,000 รายการ คิดเป็นค่าสินไหมประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็น “เจ้าหนี้” จะยังไม่ได้รับการชำระหนี้เคลมทั้งหมด



เจ้าหนี้มีสิทธิคัดค้านคำร้องขอฟื้นฟู

ขณะที่ศาลล้มละลายกลางได้กำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท สินมั่นคงฯ ในวันที่ 15 สิงหาคม 2565 เพื่อที่ศาลฯจะพิจารณาว่าจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือไม่
ซึ่งตามข้อกฎหมายผู้เอาประกันในฐาน “เจ้าหนี้” มีสิทธิคัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้

สินมั่นคงขอทุกฝ่ายร่วมมือเข้าสู่การฟื้นฟู

ทั้งนี้เมื่อวันที่18พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทสินมั่นคงฯได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่าบริษัทมีความจำเป็นต้องยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายฯ เพื่อให้บริษัทยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างต่อเนื่องและปรับโครงสร้างการชำระหนี้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและแก้ไขฐานะการเงิน

บริษัทระบุว่าความสำเร็จในการฟื้นฟูกิจการของบริษัทขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการให้ความร่วมมือของ “ทุกฝ่าย” ในการดำเนินการระหว่างการฟื้นฟูกิจการ

ยืนยันฟื้นฟูฯเพื่อชำระหนี้ดีกว่า “ปิดกิจการ”

“บริษัทขอยืนยันว่าบริษัทมีเจตนาที่ดีในการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินไหม Covid-19 โดยการฟื้นฟูกิจการจะเปิดโอกาสให้บริษัท และผู้เอาประกันภัยที่ติดเชื้อ Covid-19 ได้เจรจาร่วมกัน เพื่อหาแนวทางในการชำระหนี้ที่เหมาะสมให้กับผู้เอาประกันภัย และเป็นแนวทางที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายกระบวนการฟื้นฟูกิจการจะคุ้มครองให้ผู้เอาประกันภัยที่ติดเชื้อได้รับการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการมากกว่ากรณีที่บริษัทต้องปิดกิจการอย่างแน่นอน”

และกระบวนการฟื้นฟูกิจการจะให้ความมั่นใจได้ว่าผู้เอาประกันภัยที่ติดเชื้อ Covid-19 จะได้รับชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทนตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ได้มีการยอมรับร่วมกัน โดยผู้เอาประกันภัยที่ติดเชื้อ Covid-19 ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้จะมีโอกาสได้พิจารณาและลงมติเกี่ยวกับแผนฟื้นฟูกิจการภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการ
ทั้งนี้บริษัทสินมั่นคงฯระบุในแถลงการณ์ว่า จากการระบาดของ Covid -19 ในวงกว้างและการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็ว แต่อาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการ

ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 เป็นต้นมา มีจำนวนผู้เอาประกันมายื่นเคลมสินไหมโควิดเป็นจำนวนมาก ทำให้มีจำนวนเคลมสินไหม Covid-19 คงค้างอีกประมาณ 350,000 รายการ คิดเป็นค่าสินไหมประมาณ 30,000 ล้านบาท เมื่อนับรวมสินไหม Covid-19 ที่จ่ายไปแล้วทั้งหมดจะเท่ากับ 41,875 ล้านบาท คิดเป็นการจ่ายสินไหมที่สูงถึง 63 เท่าของเบี้ยประกันภัยรับ หรือ 6,300% และสูงกว่าการจ่ายสินไหมประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Covid-19 ถึงเกือบ 100 เท่า

แจงฟื้นฟูกิจการ-หาผู้ลงทุนใหม่ทางออกดีที่สุด

พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขภาระค่าสินไหม Covid-19 ที่มีจำนวนมาก โดยการสรรหานักลงทุน เพื่อเพิ่มความสามารถทางการเงินในการชำระค่าสินไหม Covid-19 ซึ่งแม้ว่าจะมีนักลงทุนให้ความสนใจในธุรกิจหลักของบริษัทฯ เนื่องจากมีผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่สินไหม Covid-19 ที่ปัจจุบันสูงกว่า 41,875 ล้านบาท

เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจลงทุน โดยสินมั่นคงฯยืนยันเจตนารมณ์เดินหน้าธุรกิจต่อ ไม่ทิ้งความรับผิดชอบด้วยวิธีปิดกิจการ ย้ำการยื่นฟื้นฟูกิจการคือทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ เพราะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

และหากบริษัทปิดกิจการผู้เอาประกันของบริษัททั้งหมดจำนวนกว่า 2.5 ล้านฉบับ จะได้รับผลกระทบ รวมถึงพนักงานเกือบ 2,000 คน และคู่ค้าต่างๆ จะไม่ได้รับชำระหนี้และสูญเสียรายได้


ขณะที่นักลงทุนยังแสดงความสนใจที่จะร่วมลงทุน หากบริษัทฯ สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากปัญหาสินไหมโควิด เจอ จ่าย จบ จะได้รับการแก้ไข นอกจากนี้ธุรกิจหลักประกันภัยรถยนต์และน็อน มอเตอร์ (Non Motor) ยังมีศักยภาพ ผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องมาโดยตลอด และการชดใช้สินไหมประเภทอื่นยังสามารถดำเนินไปได้ตามปกติ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ