อย่าประมาทอินโดนีเซีย คู่แข่งฐานผลิตใหญ่รถยนต์ BEV
พลันที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตัดสินใจส่งเสริมยานพาหนะไฟฟ้าทุกประเภท จากเดิมมีแค่รถยนต์ไฟฟ้าและรถโดยสารไฟฟ้า โดยขยายวงกว้างไปถึงกิจการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ กิจการผลิตสามล้อไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ กิจการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่
โดยมั่นใจว่ามาตรการนี้จะจูงใจให้เกิดการลงทุนในไทยมากขึ้น และช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะผลิตรถไฟฟ้าในประเทศไม่น้อยกว่า 30% ของทั้งหมด
แต่ในมุมมองของทั้งนักวิชาการ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ก็ยังเป็นห่วงว่าประเทศไทยอาจจะไม่ใช่ประเทศเดียวที่การเติบโตของอุตสาหกรรมจะถาโถมเข้าใส่เพียงประเทศเดียว
ยังมีประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย
แม้ปัจจุบันไทยยังมีความได้เปรียบที่สูงกว่าอินโดนีเซียก็ตาม โดยเฉพาะจากความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ และความสามารถในการผลิตให้เกิด economies of scale ที่สูงกว่า
ทว่า ในระยะไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ความได้เปรียบดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หากอินโดนีเซียสามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นฐานผลิตแบตเตอรี่ Li-ion ของรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้
ดังนั้น ไทยควรพิจารณาเร่งสร้างในช่วง 5 ปีนี้ ได้แก่ การสร้างห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนใหม่ ๆ ที่สำคัญของรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมขึ้นมาจากห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในเดิมที่ไทยมีอยู่แล้ว และการสร้างโอกาสส่งออกรถยนต์ BEV ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อชดเชยกับขนาดตลาดในประเทศที่เล็กกว่าอินโดนีเซีย
ปัจจุบันอาเซียนได้กลายมาเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะในแง่ของการเป็นฐานผลิตต้นทุนต่ำ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ปัจจุบันไทยจะมีความได้เปรียบหลายด้านในการขึ้นเป็นฐานผลิตรถยนต์ประเภทดังกล่าว โดยเฉพาะรถยนต์ BEV ของภูมิภาค แต่ในระยะไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า หากไทยไม่มียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการรักษาสถานะดังกล่าวได้ เมื่ออินโดนีเซียก็กำลังถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นฐานผลิตอีกแห่งคู่ขนานกับไทยเช่นกัน จากการเป็นแหล่งแร่นิกเกิลวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ Li-ion ใหญ่ที่สุดในโลก และมีขนาดตลาดศักยภาพของรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศที่สูงกว่าไทย จึงจำเป็นที่ไทยต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเพื่อต่อกรกับอินโดนีเซียในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะรถยนต์ BEV ในอนาคตหลังจาก 5 ปีข้างหน้านี้
สำหรับข้อได้เปรียบของอินโดนีเซีย 1.แหล่งผลิตแร่นิกเกิลรายใหญ่ของโลกครองส่วนแบ่งกว่า 1 ใน 4 ของทั้งตลาด ส่งผลให้ปัจจุบันนักลงทุนหลายรายทั้งจากจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐ แสดงความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ Li-ion ซึ่งไทยเสียเปรียบอินโดนีเซียในปัจจัยนี้ค่อนข้างมาก
2.จำนวนประชากรในประเทศที่มีกำลังซื้อรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามีมากกว่าไทย ปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มียอดขายรถยนต์ในประเทศมากที่สุดในอาเซียน โดยยอดขายเฉลี่ยต่อปีสูงเกินกว่า 1 ล้านคันแล้ว และกำลังการผลิตรถยนต์เองก็ขยับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเกือบทุกปี
ขอบคุณข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย