เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สมาคมภัตตาคารไทย ร้อง 3 ข้อถึงรัฐบาลใหม่ แก้ธุรกิจร้านอาหารซบเซา

09 ก.พ. 2569 | 16:57น.
ฐนิวรรณ กุลมงคล

ฐนิวรรณ กุลมงคล

สมาคมภัตตาคารไทย ร้อง 3 ข้อถึงรัฐบาลใหม่ แก้ธุรกิจร้านอาหารซบเซา ขับเคลื่อนตลาด 7 แสนล้าน

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารและร้านอาหารอย่างเร่งด่วน เพราะขณะนี้ร้านอาหารจำนวนมากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ตลาดอาหารและร้านอาหารไทยปี 2569 เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อชะลอตัว แม้มูลค่ารวมอาจทรงตัวในระดับที่คาดการณ์คือ 7 แสนล้านบาท แต่การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นมาก ร้านที่สายป่านสั้น และ Micro SME ด้านอาหารอาจจะต้องปิดตัวลงอีกจำนวนมาก

โดยสมาคมเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศใน 3 หัวข้อดังนี้

1.ขยายฐานร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะดำเนินการต่อเนื่องในปี 2569 ซึ่งในเฟสแรกปี 2568 กำหนดว่าต้องเป็นร้านค้าอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (นอกระบบ VAT) สมาคมฯต้องการให้ขยายขอบเขตเป็นร้านอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี และสามารถเป็นนิติบุคคลได้ โดยทั้งนี้หากเป็นร้านอาหารที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี ต้องเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

“จริง ๆ แล้ว Micro SME (MSME) มีประมาณ 9 ล้านรายทั่วประเทศ แต่ในเฟสแรกมี MSME ที่เข้าโครงการได้เพียงประมาณ 1 ล้านรายเท่านั้น หากรัฐขยายฐานในส่วนนี้จะทำให้เปิดโอกาสสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารมากขึ้น ซึ่งก็ยังเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก อีกทั้งรัฐบาลยังจะมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มที่เข้ามา ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจ เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับโอกาสในปีที่ผ่านมา ทั้งที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่องค่าแรงขั้นต่ำของพนักงาน ค่าประกันสังคม และอื่นๆ ฯลฯ”

ในรอบแรกที่รัฐบาลเปิดโครงการคนละครึ่งพลัสในปี 2568 วงเงินประมาณ 44,000 ล้านบาท ได้สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจ ที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายได้อย่างมหาศาล เราจึงอยากให้รัฐบาลให้โอกาสกับร้านค้าอีกกลุ่มให้เข้ามาเป็นทางเลือกของผู้บริโภคด้วย ซึ่งก็ยังเป็นการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กในวงกว้างมากขึ้น

2.เสนอให้รัฐบาลเพิ่มความสำคัญกับธุรกิจอาหารขนาดเล็ก เช่น Street Food/ข้าวแกง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญของธุรกิจอาหารโดยคาดว่ากลุ่มอาหาร Street Food จะเติบโตแตะระดับ 2.6 แสนล้านบาทในปี 2569 โดยต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริม เช่น จัดเทศกาลอาหาร Food Festival หรือการประกวด Street Food/ข้าวแกง ในแต่ละจังหวัด เป็นเทศกาลอาหารอร่อยริมทาง หรือเทศกาลข้าวแกง

เป็นการต่อยอดจากที่สมาคมภัตตาคารไทยเองก็ให้ความสำคัญกับร้านข้าวแกงเป็นอย่างมากในปี 2568 ที่ผ่านมา เพราะเป็นอาหารที่กระจายไปทั่วไทย คนทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยให้มีเจ้าภาพ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงพาณิชย์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฯลฯ

ทั้งนี้ อาจยกระดับ Street Food/ข้าวแกงไทย เป็น Cultural Food Asset ประกาศเป็นมรดกอาหารของชาติ จัดเทศกาล Street Food/ข้าวแกงแห่งชาติ ทำแผนที่ตามรอย 77 จังหวัด ซึ่งจะสามารถผลิต Content ระดับโลก เชิญชวนทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวให้เดินทางตามรอยไปชิม

ตลอดจนสร้าง Thai Food Tourism Corridor หรือแนวทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารของไทย คือยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่มุ่งเชื่อมโยงแหล่งอาหารท้องถิ่น ร้านอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ วัตถุดิบชุมชน และเทศกาลอาหารเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับอาหารไทยให้เป็นประสบการณ์การเดินทาง (Gastronomy Tourism) เพื่อกระจายรายได้ไปสู่ทุกจังหวัดทั่วไทย

3.เสนอให้รัฐบาลดำเนินการหาตลาดอาหารไทยในต่างประเทศอย่างจริงจัง เช่น ให้กระทรวงพาณิชย์เร่งจับคู่ธุรกิจอาหารไทยกับมณฑลต่าง ๆ ในจีน เป็นต้น เนื่องจากจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง โดยมุ่งให้รัฐบาลสนับสนุนการเปิดสาขา การขยายฐานที่เอื้อต่อการลงทุนของร้านอาหารไทย/ธุรกิจอาหารไทยในต่างแดน

“อาหารคือเศรษฐกิจฐานรากที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ร้านอาหารกว่า 6 แสนร้านเป็นหัวใจของการฟื้นเศรษฐกิจได้รวดเร็ว ถ้ารัฐกระตุ้นถูกจุด เงินจะหมุนเร็วกว่าภาคธุรกิจอื่น ร้านเล็กจะอยู่รอด เกษตรกรขายได้ ประชาชนได้ประโยชน์ เงินก็จะหมุนเวียนในประเทศอีกมหาศาล และประเทศไทยจะขายรสชาติให้โลกได้ และอาจทำให้ธุรกิจอาหาร/ร้านอาหารโตอีก 1-2% หรือเงินเข้าสู่ธุรกิจอาหารขยายเพิ่มอีก 7 พัน-1.4 หมื่นล้านบาทในปีนี้” นางฐนิวรรณกล่าว