ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
คอลัมน์: ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน: สุวัฑ แซงลาด
หากจะถามว่าอุตสาหกรรมไหนฟื้นตัวได้เร้าใจและมีมู้ดคึกคักที่สุดในยุคหลังโควิด-19 เชื่อว่า ‘ธุรกิจคอนเสิร์ตและมิวสิกเฟสติวัล’ ต้องติดอันดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ภาวะอัดอั้นจากการถูกเว้นระยะห่างไปหลายปี ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ทำให้ผู้คนโหยหาบรรยากาศความสนุกสด ๆ และพลังงานหน้าเวที ส่งผลให้ตลาดมิวสิกอีเวนต์ทั้งในไทยและต่างประเทศกลับมาท็อปฟอร์มจนกลายเป็นยุคทอง
สะท้อนผ่านปรากฏการณ์ “ศึกกดบัตร” ที่ Sold Out ในเวลาไม่กี่นาที บรรยากาศของแฟนเพลงที่พร้อมใจกันแต่งตัวจัดเต็มตามธีมอัลบั้ม พลังการร้องกระหึ่มและกระโดดร่วมกันสุดตัว ขณะที่ฝั่งผู้จัดและศิลปินก็ยกระดับโปรดักชั่น ทั้งแสง สี เสียง และภาพกราฟิกสุดล้ำ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนฟังได้ใกล้ชิดและมีส่วนร่วมกับโชว์มากกว่ายุคไหน ๆ
แต่สิ่งที่น่าจับตามากกว่านั้น คือพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยเก็บเงินรอไปดูคอนเสิร์ตใหญ่ระดับสเตเดียมเพียงปีละ 1-2 ครั้ง ปัจจุบันกลับหันมาเข้า ‘ไลฟ์เฮาส์ (Live House)’ คอนเสิร์ตฮอลล์ขนาดกลางถึงเล็กที่กำลังมาแรงและเป็นที่นิยมในกรุงเทพฯ เพื่อเสพดนตรีสดกันเกือบทุกสุดสัปดาห์หรือแม้กระทั่งวันธรรมดา การไปดูวงเล่นสดกลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ไม่ต่างจากการไปนั่งคาเฟ่ ดูหนัง หรือเดินห้าง การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสเปซดนตรีขนาดเล็กนี้เองที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจครั้งใหม่ให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม
ในขณะที่ผู้จัดรายใหญ่ต้องทุ่มเงินมหาศาลแย่งชิงตัวซูเปอร์สตาร์ และแบกรับความเสี่ยงของเมกะอีเวนต์ สภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงกลับเปิดทางให้ ‘ผู้จัดหน้าใหม่’ เข้ามาแทรกตัวด้วยคอนเสิร์ตสเกลกลางถึงเล็กที่ราคาบัตรจับต้องได้มากกว่า ขณะเดียวกันยังสามารถเลี่ยงการแข่งขันดุเดือด ด้วยการหันมาเจาะกลุ่มเฉพาะ เช่น ซิตี้พ็อป หรืออินดี้ เพื่อสร้างคอมมิวนิตี้ที่เหนียวแน่น
เพราะแฟนเพลงยุคนี้มีความเป็น Fandom สูง พร้อมสนับสนุนงานที่เข้าใจวัฒนธรรมของพวกเขาจริง ๆ โดยใช้ไลฟ์เฮาส์ความจุหลักร้อยถึงหลักพันเป็น “ห้องทดลองความเสี่ยงต่ำ” ในการจัดงานรวมวง เพื่อเช็กกระแสและคัดกรองว่าศิลปินคนไหนมีแฟนคลับที่พร้อมจ่ายเงินมาดูจริง ก่อนจะขยับสเกลไปสู่งานที่ใหญ่ขึ้น
ไม่เพียงแค่ฝั่งผู้จัดเท่านั้น แต่ Ecosystem ของไลฟ์เฮาส์ที่รันกันทุกสัปดาห์ยังเปรียบเสมือน ‘สปริงบอร์ด’ ชั้นดีให้ ‘วงดนตรีอินดี้หน้าใหม่’ ได้แจ้งเกิด ในอดีตวงอินดี้มักติดปัญหาเรื่องไม่มีพื้นที่ปล่อยของ แต่ยุคนี้วงสามารถเริ่มจากการร่วมไลน์อัพงานรวมมิตร 3-5 วงเพื่อแชร์ฐานคนฟัง และใช้เสน่ห์ของการแสดงสดตกคนฟังหน้าเวทีให้กลายมาเป็นแฟนคลับพันธุ์แท้
ควบคู่ไปกับการทำ Short-Form Video บน TikTok หรือ Reels ตัดคลิปช่วงซ้อมหรือท่อนฮุกเด็ด ๆ ลงโซเชียลเพื่อสร้างตัวตน หากคลิปกลายเป็นไวรัล แฟน ๆ จะตามไปฟังเพลงเต็มในสตรีมมิ่งเอง ยิ่งวงไหนมีภาพลักษณ์และสไตล์การแต่งตัวที่มีเอกลักษณ์ ยิ่งช่วยสร้างภาพจำให้โดดเด่นออกมาจากท้องตลาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ที่สำคัญที่สุด นี่คือยุคของศิลปินอิสระหรือวัฒนธรรม DIY อย่างแท้จริง ศิลปินอินดี้ยุคนี้สามารถอัดเพลง มิกซ์เสียง และปล่อยผลงานเข้าสตรีมมิ่งทั่วโลกได้เองจาก Home Studio โดยไม่ต้องนั่งรอค่ายเพลงอนุมัติ ทำให้พวกเขามีอิสระและถือลิขสิทธิ์เพลง 100% สามารถทดลองแนวเพลงใหม่ๆ หรือข้ามไปคอลแลบกับแบรนด์ศิลปินแนวอื่นได้อย่างยืดหยุ่น
และด้วยจุดแข็งเรื่องความเข้าถึงง่าย การสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจผ่านโซเชียล รวมถึงการลงมาขายของด้วยตัวเองหลังจบคอนเสิร์ต ก็ช่วยเปลี่ยนสินค้า Merchandise อย่างเสื้อยืด แผ่นเสียง หรือเทปคาสเซ็ตต์ ให้กลายเป็น “ของสะสม” ที่สร้างรายได้หลักหล่อเลี้ยงวง เพราะแฟนคลับยุคนี้ยินดีจ่ายเพื่อซัพพอร์ตวงที่รักให้มีทุนทำผลงานต่อไป
ยุคทองของคอนเสิร์ตวันนี้จึงอาจไม่ได้วัดกันแค่ความยิ่งใหญ่บนเวทีระดับสเตเดียมอีกต่อไป แต่คือการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนให้ “ดนตรีสด” กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไลฟ์เฮาส์ในวันนี้จึงเป็นทั้ง Sandbox ทางธุรกิจของผู้จัดหน้าใหม่ที่มองเห็นช่องว่าง และเป็นสปริงบอร์ดแจ้งเกิดที่ทำให้วงดนตรีอินดี้สามารถสร้างตัวตน เติบโต และพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมดนตรียุคใหม่