Skip to content

Tech Times : เมื่อคำตอบสุดท้ายของ “ทวิตเตอร์” คือการล้มละลาย ?

25 ธ.ค. 2565 | 17:17น.
Tech Times : เมื่อคำตอบสุดท้ายของ “ทวิตเตอร์” คือการล้มละลาย ?
คอลัมน์ : Tech Times
ผู้เขียน : มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ

“ทวิตเตอร์” ไม่เคยเป็นแพลตฟอร์มที่ร่ำรวยเหมือนโซเชียลมีเดียรายอื่น แต่คงไม่มีใครคิดว่า “ทวิตเตอร์” จะล้มละลาย จนกระทั่ง “อีลอน มัสก์” ก้าวเข้ามา

หลังจากเทกโอเวอร์ ทวิตเตอร์อย่างเอิกเกริกไปเมื่อสองเดือนก่อน “อีลอน มัสก์” ก็ไม่รั้งรอที่จะไล่ผู้บริหารและพนักงานออกไปกว่าครึ่งบริษัทเพื่อลดต้นทุน พร้อมเดินหน้าเข็น Twitter Blue ที่คิดค่าบริการ 8 เหรียญต่อเดือนออกมา โดยวาดหวังว่าจะเป็นตัวหารายได้แทนการขายโฆษณาอย่างเดียว แต่หลังเปิดตัวได้ไม่ทันข้ามวัน ก็ต้องเบรกตัวโก่ง เพราะดันมีคนทะลึ่งใช้บริการนี้ไปสร้างบัญชีปลอมแอบอ้างหรือล้อเลียนคนดังและบริษัทต่าง ๆ รวมถึงตัว “อีลอน มัสก์” เองด้วย

ในขณะเดียวกัน Npr.org รายงานว่า หลังจากอีลอน มัสก์ ไล่ทีมตรวจสอบคอนเทนต์ไปเกือบหมด แถมอัญเชิญ “โดนัลด์ ทรัมป์” และเจ้าของบัญชีอื้อฉาวต่าง ๆ ให้กลับสู่ “ทวิตภพ” อีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เคยโดนแบนเพราะเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเกลียดชังและแตกแยกในสังคมมาแล้ว สปอนเซอร์รายใหญ่ของทวิตเตอร์กว่า 50 ราย ก็เริ่มไม่มั่นใจในนโยบายตรวจสอบคอนเทนต์ของ “Chief Twit” คนใหม่ จนตัดสินใจหยุดซื้อโฆษณาในที่สุด

จากรายงานของ Media Matters for America ระบุว่าลูกค้าที่หายไปมียอดซื้อโฆษณารวมกันกว่า 2 พันล้านเหรียญในปี 2020

แน่นอนว่าภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันให้รายได้จากโฆษณาลดลงทั้งอุตสาหกรรม แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทวิตเตอร์ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่บักโกรกกว่ามาก เพราะจู่ ๆ ก็มี “หนี้” ก้อนใหญ่จากการเทกโอเวอร์ผุดขึ้นมา ในขณะที่รายได้ที่น้อยอยู่แล้วเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเฟซบุ๊ก ก็มีแนวโน้มจะน้อยลงไปอีก

ตอน อีลอน มัสก์ ประกาศซื้อทวิตเตอร์ด้วยราคากว่า 4.4 หมื่นล้านเหรียญ นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities ถึงกับออกปากว่า เป็นการเทกโอเวอร์ที่แพงที่สุดดีลหนึ่งในประวัติศาสตร์ของวงการเทค เพราะค่าตัวทวิตเตอร์

จริง ๆ ไม่น่าเกิน 2.5 หมื่นล้านเหรียญ

ผลจากการเทคโอเวอร์ ทำให้ทวิตเตอร์มีหนี้กว่า 1.3 หมื่นล้านเหรียญ ในขณะที่มีกระแสเงินสดในมือแค่ 632 ล้านเหรียญ (ผลประกอบการปี 2021) และมีดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายปีละ 1 พันล้านเหรียญ

ตัวอีลอน มัสก์ เองก็ควักเนื้อไปเยอะ เพราะต้องขายหุ้นใน Tesla ไปหลายพันล้านเหรียญเพื่อมาซื้อทวิตเตอร์ ทำให้ราคาหุ้น Tesla ร่วงไป 34% นับจากเทกโอเวอร์

นอกจากนั้น CNBC รายงานว่า สไตล์การบริหารทวิตเตอร์ของอีลอน มัสก์ ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทอื่นในเครือโดยเฉพาะ Tesla ซึ่งจากการสำรวจของ Der Spiegel ในเยอรมนี ซึ่งเป็นตลาดที่ Tesla หมายปอง พบว่า 63% ของผู้ตอบแบบสำรวจ เชื่อว่าวิธีการบริหารทวิตเตอร์ของอีลอน มัสก์ มีผลต่อความเห็นในทางลบของตนต่อ Tesla

ทั้งหมดนี้ ทำให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Tesla อย่าง “ลีโอ โกควาน” ต้องออกมาฟาดอย่างไม่เกรงใจ โดยบอกว่า อีลอน มัสก์ มัวแต่สนใจทวิตเตอร์จนปล่อยให้ Tesla ดำเนินกิจการแบบไร้ซีอีโอ พร้อมเรียกร้องบอร์ดให้ช่วยหาซีอีโอมาทำงานแบบ “เต็มเวลา” ด้วย

หากทวิตเตอร์ไปได้สวย อีลอน มัสก์ อาจแค่ยักไหล่ไม่ใส่ใจ แต่ความจริง คือ ทั้ง ๆ ที่ทุ่มสุดตัวขนาดนี้ อีลอน มัสก์ ก็ยังเอาทวิตเตอร์ “ไม่อยู่” และไม่ว่าจะออกนโยบายใหม่อะไรมาก็แป้กทุกครั้ง เช่น ที่ประกาศว่าจะตั้ง “Content Moderation Council” เพื่อตรวจสอบคอนเทนต์ก็ยังไม่คืบหน้า ส่วนบริการ Twitter Blue ที่หวังว่าจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ก็ลูกผีลูกคน

นอกจากนี้ การที่อีลอน มัสก์ สั่งแบนบัญชีนักข่าวไปหลายราย และห้ามไม่ให้ผู้ใช้งานแชร์หรือโพสต์ลิงก์โซเชียลมีเดียอื่นบนหน้าทวิต ก็ทำเอาโลกทวิตร้อนเป็นไฟ แถมกระตุกหนวดผู้คุมกฎทั้งในอเมริกาและยุโรปให้หันเพ่งเล็งทวิตเตอร์หนักกว่าเดิม

ด้วยสถานการณ์ที่ย่ำแย่ นักวิเคราะห์เลยเริ่มมองว่า “การล้มละลาย” อาจเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยให้อีลอน มัสก์ และทวิตเตอร์ หลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้

“แอนดี้ วู” นักวิชาการจาก Harvard’s Business School ที่ติดตามการเทกโอเวอร์อย่างใกล้ชิด บอกกับ Npr.org ว่าในวันที่อีลอน มัสก์ เห็นว่าการเอาเงินไปจมในทวิตเตอร์ไม่คุ้มอีกต่อไป เขาก็อาจประกาศล้มละลายเพื่อรีไฟแนนซ์และให้เจ้าหนี้และนักลงทุนบางส่วนเข้ามาเทกโอเวอร์ต่อ โดยที่เขายังกุมบังเหียนบริหารเหมือนเดิม

ขณะที่ “ดาร์เรล เอ็ม เวสต์” ผู้อำนวยการศูนย์ Governance Studies จาก Brookings Institution วิเคราะห์ว่า การยื่นล้มละลายมีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะหลังจากรายได้โฆษณาซึ่งเป็นรายได้หลักหรือคิดเป็นกว่า 90% ของรายได้ทั้งหมด ลดลงอย่างมากจนส่งผลต่อการดำเนินงานและความสามารถในการชำระหนี้

แม้แต่ตัวอีลอน มัสก์ เองก็เคยบอกพนักงานว่า ทวิตเตอร์มีโอกาสล้มละลายสูงหากไม่ปรับตัว และล่าสุด เขายังบอกนักวิชาการจาก MIT ว่าทวิตเตอร์มีแววจะล้มละลายมาตั้งแต่เดือน พ.ค.แล้ว (หรือก่อนการเทกโอเวอร์)

ล่าสุด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเต็มกลืนแล้ว หรืออยากปูทางลงให้ตัวเอง เขาเปิดให้คนในทวิตเตอร์โหวตว่า อยากให้เขาลาออกจากการเป็นซีอีโอหรือไม่ ผลปรากฏว่า 57.5% ของ 17 ล้านคนโหวต “yes”

หากอีลอน มัสก์ ลาออกจริงแล้วหาผู้บริหารมืออาชีพมาคุมแทนได้ก็อาจเป็นเรื่องดี เพราะเขาสามารถถอยมาคุมอยู่หลังฉากแล้วลุยหาทางสร้างรายได้ใหม่อย่างจริงจัง แถมมีเวลาไปบริหาร Tesla และ SpaceX เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนสบายใจขึ้นด้วย

ปัญหา คือจะหามือดีที่พร้อมดูแลทวิตเตอร์ในวันที่รายได้ลด หนี้ท่วม ทีมหด แถมยังต้องยอมให้อีลอน มัสก์ ชักใยอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เรื่องง่าย

หากลองทุกทางแล้ว ทวิตเตอร์ยังไปไม่รอด การล้มละลายก็อาจเป็นทางออกที่เลี่ยงไม่ได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทวิตเตอร์ อีลอน มัสก์