ประธานวงศ์-ประธานพร ลูกไม้หล่นใต้ต้น “สยามกลการ”

พรประภา BYD
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : อมร พวงงาม

ตระกูล “พรประภา” ผูกพันกับอุตสาหกรรมยานยนต์มายาวนาน

คนไทยน้อยคนนักที่ไม่รู้จักอาณาจักร “สยามกลการ”

ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2495 โดยมี ดร.ถาวร พรประภา ผู้ก่อตั้ง เริ่มต้นธุรกิจด้วยการนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ “ดัทสัน” ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น “นิสสัน” ในปัจจุบัน

หลังจากนั้นวางรากฐานธุรกิจให้มั่นคง ด้วยการขยายไลน์สู่การผลิตแบบครบวงจร ทำให้อาณาจักร “สยามกลการ” กลายเป็นอุตฯรถยนต์ที่เฟื่องฟูในลำดับต้น ๆ

ยุคนั้นคนที่มีบทบาทสำคัญของอาณาจักร “สยามกลการ” ส่วนใหญ่เป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ไม่ว่าจะเป็น พรพินิจ, พรทิวา, พรทิพย์, พรเทพ, พรเนตร, พรพงษ์ และอีกหลาย ๆ พร ผลักดันจนอาณาจักรสยามกลการ มีรายได้ต่อปีกว่า 2 แสนล้านบาท

แต่ถึงยุคที่บริษัทแม่บุกเข้ามาทำตลาดเอง “สยามกลการ” ที่เคยทำหน้าที่บริหารแบรนด์นิสสัน ถูกลดบทบาทเหลือเพียงแค่ “ดีลเลอร์”

คนในตระกูลได้เวลาแบ่งสมบัติแยกย้ายกันไปทำธุรกิจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรกลหนัก, ลิฟต์-บันไดเลื่อน, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องดนตรีและเครื่องเสียง, แบตเตอรี่, โช้กอัพและอะไหล่ยานยนต์ สนามกอล์ฟ ฯลฯ

อุตสาหกรรมยานยนต์ที่กลุ่มนี้เคยยิ่งใหญ่กลายเป็นภาพในอดีต

แต่ด้วยความหลงใหลและผูกพันกับอุตฯรถยนต์มายาวนาน ฉวยจังหวะช่วงที่โลกยานยนต์กำลัง “เปลี่ยนแปลง” จากรถใช้เครื่องยนต์มาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า

หรือจาก “รถสันดาป” มาเป็น “รถ EV”

ปี 2565 ประกาศจับมือกับ “บีวายดี” เบอร์หนึ่งรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน บุกทำตลาดรถ EV ในประเทศไทยแบบเต็มตัว โดยทายาทรุ่นที่ 3 ของกลุ่มสยามกลการ ไฮโซเอ็ม ประธานพร และไฮโซพก ประธานวงศ์ ลูกสาวและลูกชายคุณพ่อ “พรพินิจ”

ตั้ง BYD ประเทศไทย ในนาม บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ ทุ่มทุนราว 20,000 ล้าน ทั้งโรงงานผลิตและโรงงานแบตเตอรี่สำหรับรถ EV

จำได้ว่าวันแถลงข่าววันแรก บอสใหญ่ทั้ง 2 คน ยืนยันว่าขอเวลา 5 ปี จะขึ้นมาติดท็อป 5 ของตลาดรถยนต์บ้านเรา และอยากให้ตระกูล “พรประภา” กลับมาโลดแล่นในอุตสาหกรรมนี้อีกครั้ง

ยุทธศาสตร์ของ BYD เริ่มจากเปิดตัว BYD Atto 3 เป็นรถ EV รุ่นแรก ด้วยประสบการณ์และขลุกอยู่กับการทำตลาดรถยนต์มานาน ประกอบกับมีกุนซือระดับมือพระกาฬ

BYD ใช้เวลาปีเดียวโควตา 1 หมื่นคันเกลี้ยง ต่างจากคู่แข่งที่เข้ามาทำตลาดรถ EV ก่อนหน้านี้กว่าจะทำตัวเลขทะลุหมื่นใช้เวลาเกือบ 10 ปี

แม้ช่วงที่จำนวนรถกว่าหมื่นคันลงไปวิ่งโลดแล่นในถนน ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือเซอร์วิสและสแปร์พาร์ต สองผู้บริหารก็สามารถแก้ “วิกฤต” เป็น “โอกาส” มีรถใช้ระหว่างซ่อมให้ลูกค้ามากเกือบ 100 คัน

ยิ่งไปกว่านั้นการลงดาบสอง กับรถEV รุ่นที่2 ขยายเซ็กเมนต์เข้ามาจับลูกค้าซิตี้คาร์ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มาก วอลุ่มต่อปีราว ๆ 1.5 แสนคัน พร้อมส่ง BYD Dolphin กระทุ้งตลาดด้วยราคา 7 แสนบาท

ราคานี้สื่อสายยานยนต์หลายสำนัก ถึงกับออกปากว่า ซิตี้คาร์-อีโคคาร์ หลายยี่ห้อคงต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่

ผ่านไปไม่ถึงเดือนกวาดไป 1,200 คัน เล่นเอา “ตลาดแทบแตก” โดยมีเป้าปีนี้เฉพาะ BYD Dolphin 3 หมื่นคัน ขณะที่ยอดขายรวมน่าจะทะลุ 5 หมื่นคัน

นอกจากการนำโปรดักต์ใหม่ตอบสนองความต้องการลูกค้า ความพยายามเร่งสร้าง EV Ecosystem ของ BYD ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ไม่ยอมเสียเวลากับพัฒนาเองแน่นอนเลือก “เทกโอเวอร์” เจ้าที่มีอยู่ในตลาด ล่าสุดได้พันธมิตร ชาร์จ แมเนจเม้นท์ หรือ SHARGE

ลุยเปลี่ยนสถานีชาร์จ (SHARGE) ทั้งหมด เป็นเรเว่ CHARGER ให้กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ในทุกภาคของประเทศไทย โดยสิ้นปีนี้น่าจะทะลุ 1,100 หัวจ่าย

ขณะที่โรงงานทั้งไลน์ผลิตรถยนต์และโรงงายแบตเตอรี่ที่นิคม WHA ก็เดินได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้ พร้อมผลิตจากโรงงานประเทศไทยในกลางปี 2567 รองรับตลาดทั้งในประเทศและส่งออก

เห็นฟอร์มการรุกตลาดอย่างมีระบบของผู้บริหาร BYD


ต้องยอมรับ “ลูกไม้หล่นใต้ต้น” จริง ๆ