คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : อำนาจ ประชาชาติ
การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้เริ่มมีให้เห็นบ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน
ข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ณ 31 ส.ค. 2566 พบว่า มีหุ้นกู้ที่มีการผิดนัดชำระหนี้แล้วทั้งหมด 23 รุ่น มูลค่ากว่า 19,039 ล้านบาท ออกโดย 7 บริษัท
ที่น่าตกใจ คือ บางบริษัทเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง และที่ผ่านมา มีภาพการทำธุรกิจที่ “ดูดี” มาโดยตลอด และบางบริษัทอันดับเครดิตก็ดูดีอีกต่างหาก จนกระทั่งมีปัญหา นักลงทุนถึงรู้ซึ้งว่า ภาพที่เห็น อาจเป็นแค่ “มายา”
ดังนั้น นักลงทุนก็คงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการพิจารณาลงทุน
โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับลงทุน (investment grade) หรือเป็นหุ้นกู้ประเภทที่ให้ผลตอบแทนล่อใจสูง ๆ เรียกว่า “high yield”
ซึ่งบริษัทที่มักจะออกหุ้นกู้ high yield พบว่า ส่วนใหญ่จะอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างมาก
อย่างในช่วงที่เหลือของปี 2566 ต่อเนื่องไปถึงปี 2567 มีหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์ครบกำหนดซึ่งเป็นหุ้นกู้เสี่ยงสูงรวมกันกว่า 60,000 ล้านบาท จาก 44 บริษัท
ถามว่า นักลงทุนจะระมัดระวังอย่างไร ? ทาง “SCB CIO” ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้แนะนำหลักในการพิจารณาหุ้นกู้ก่อนตัดสินใจลงทุนไว้ ดังนี้
1) พิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ ต้องดำเนินการโดยสถาบันจัดอันดับความเชื่อถือที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยมีเรตติ้งตั้งแต่ AAA ถึง BBB- ส่วนระดับที่ต่ำกว่านี้ จัดเป็น high yield เริ่มมีความเสี่ยงสูง
2) เลือกประเภทของหุ้นกู้ เนื่องจากหุ้นกู้แต่ละประเภทมีความเสี่ยงและลำดับการได้ชำระหนี้คืนแตกต่างกัน ได้แก่ (1) หุ้นกู้ที่มีหลักประกัน (secured bond) ได้สิทธิในสินทรัพย์ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย (2) หุ้นกู้ที่ไม่มีหลักประกัน (unsecure bond) มีสิทธิในสินทรัพย์เท่ากับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น มีระดับความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ที่มีหลักประกัน
(3) หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (senior bond) ผู้ถือหุ้นกู้ มีสิทธิเรียกร้องสินทรัพย์จากผู้ออกตราสารเท่าเทียมกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น และสูงกว่าหุ้นกู้ด้อยสิทธิ และ (4) หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (subordinated bond) เมื่อผู้ออกหุ้นกู้เลิกกิจการหรือล้มละลาย จะได้รับสิทธิชำระหนี้คืนอันดับหลังจากผู้ถือหุ้นกู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ รวมถึงเจ้าหนี้สามัญประเภทอื่น แต่ก็ยังได้รับสิทธิชำระคืนเงินก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ
3) บรรษัทภิบาลของผู้ออกหุ้นกู้ ที่ผู้ลงทุนต้องพิจารณา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการไปลงทุนในบริษัทที่ตกแต่งงบการเงิน หรือมีการทุจริตภายใน โดยผู้ลงทุนควรติดตามข้อมูลว่า บริษัทให้ความสำคัญผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (stakeholder) เช่น เจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น พนักงานบริษัท และสังคม มากน้อยอย่างไร รวมทั้งพิจารณาประวัติของผู้บริหารด้วย
4) วิเคราะห์งบการเงินในเบื้องต้น ได้แก่ งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด และวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน โดยผู้ลงทุนสังเกตความผิดปกติของงบดุล เช่น สินทรัพย์โตเร็วผิดปกติ ลูกหนี้การค้าจำนวนเพิ่มขึ้นมาก หรือระยะเวลาการจ่ายหนี้ยาวขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งพิจารณาสัดส่วนหนี้สิน หากมีมากขึ้นก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ หากมีสินทรัพย์น้อยกว่าหนี้สินรวมกับส่วนผู้ถือหุ้น บริษัทนั้นอาจเข้าข่ายล้มละลาย ไม่มีเงินชำระคืนหนี้ได้
ทั้งหมดนี้ ผู้ลงทุนคงต้องใส่ใจกับข้อมูลต่าง ๆ มากขึ้น จะได้ลดความเสี่ยงในการถูก “เบี้ยวหนี้” ลงไปได้บ้าง