ความเห็น 2 ฝ่าย แจกเงินดิจิทัล

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

การแถลงข่าวโครงการดิจิทัลวอลเลต ในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากคำยืนยันของรัฐบาลที่จะดำเนินการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ภายในประเทศผ่านโครงการนี้ โดยรัฐบาลจะมอบสิทธิให้กับประชาชนผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป รายได้ไม่ถึง 70,000 บาทต่อเดือน โดยจะได้รับสิทธิครั้งแรก 6 เดือนหลังจากเริ่มต้นโครงการ มีเงื่อนไขใส่เงิน 10,000 บาทในกระเป๋าดิจิทัล ต้องใช้ภายในอำเภอตามบัตรประชาชน เงินต้องใช้ครั้งแรกใน 6 เดือน โครงการจะสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2570 ผู้ได้รับสิทธิจะไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นหรือแลกเป็นเงินได้

ทั้งนี้ จะต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ ใช้สำหรับซื้อของอุปโภคบริโภคเท่านั้น ไม่สามารถนำไปชำระหนี้ รวมถึงแลกเป็นเงินสดไม่ได้ ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ได้ ไม่สามารถใช้ซื้อของที่เป็นอบายมุข เช่น เหล้า บุหรี่ ไม่สามารถซื้อบัตรกำนัล บัตรเงินสด เพชร พลอย ทองคำ อัญมณี ไม่สามารถชำระหนี้ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ น้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติได้ ไม่สามารถจ่ายค่าเทอม-ค่าเรียนได้

รัฐบาลคาดการณ์สำหรับเงื่อนไขการได้รับสิทธิโครงการดิจิทัลวอลเลต จะมีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 50 ล้านคน ซึ่งคนจำนวนนี้เป็นคนในกลุ่มรายได้ที่มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลยังเชื่ออีกด้วยว่า โครงการจะไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ

เนื่องจากสถานการณ์เงินเฟ้อของประเทศไทยปัจจุบันอยู่ในภาวะที่ต่ำอยู่แล้ว สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการนั้น จากที่เคยกล่าวไว้ว่าจะมาจากการจัดสรรงบประมาณ ก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือต้องออก พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท

แต่หลังจากที่รัฐบาลแถลงความคืบหน้าของโครงการดิจิทัลวอลเลต ก็ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นของแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการ กับการออก พ.ร.บ. ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไร

โดยมีการหยิบยก มาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงิน การคลัง พ.ศ. 2561 ระบุไว้ว่า หากใช้เงินที่ไม่ได้เป็นไปตามงบประมาณปกติหรือกู้เงิน รัฐบาลจะทำได้ในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องมีการตีความดิจิทัลวอลเลต ที่รัฐบาลจะเดินหน้าต่อไปนั้น มีความจำเป็นเร่งด่วนในการกู้เงินหรือไม่

โดยฝ่ายคัดค้านการแจกเงินเห็นว่า โครงการไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ประกอบกับการกู้เงินจำนวน 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่สูงมาก จะสามารถนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงครั้งเดียว เพราะรัฐบาลจะไม่มีเงินมาใช้กระตุ้นทางอื่นอีก


ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเห็นว่า เศรษฐกิจของประเทศขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤตแล้ว ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศแม้จะมีการเติบโต แต่ก็ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน กลายเป็นความเห็น 2 ทางที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน