มองภาพเศรษฐกิจไทย ในปีงูใหญ่ที่จะมาถึง

มองภาพเศรษฐกิจไทย
คอลัมน์ : แบงก์ชาติชวนคุย
ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์
โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านค่ะ เราเดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของปีกันแล้ว หลายท่านคงอยากทราบว่า

ปีงูใหญ่ที่จะมาถึง เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากที่ปีนี้ เศรษฐกิจได้กลับมาโตสูงกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นปีแรก

หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายและเรากลับมาใช้ชีวิตกันเป็นปกติขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมก็ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง และกลับมาอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 แล้วในปีนี้ โดยมีภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว เป็นแรงส่งสำคัญ

ภาพเศรษฐกิจที่เราเห็นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในอีกหลายประเทศทั่วโลก ที่ภาคบริการเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การจ้างงาน รวมถึงรายได้ของประชาชนในภาพรวมปรับดีขึ้น และส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคภายในประเทศเติบโตได้ดีต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ภาคการผลิตยังค่อย ๆ ฟื้นตัว

หลายท่านที่เห็นตัวเลข GDP ไตรมาส 3 อาจมีความกังวลใจไม่น้อย เพราะออกมาค่อนข้างต่ำกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้ ซึ่งถ้าส่องดูในรายละเอียด จะเห็นว่าเป็นผลของการผลิตที่ออกมาน้อย แต่คนยังจับจ่ายใช้สอย เพราะเห็นสินค้าคงคลังที่ผลิตไว้ก่อนหน้าลดลงแทน

ดังนั้นอาจพูดได้ว่าเศรษฐกิจยังเติบโตได้ในภาพรวม การฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ยังมีต่อเนื่อง แต่ช้าและไม่ครอบคลุมทุกภาคเศรษฐกิจ โดยภาคการผลิตยังได้รับผลจากการส่งออกสินค้าที่ยังฟื้นไม่เต็มที่ จากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า เช่น จีน ที่ชะลอ รวมถึงวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก (Electronic Cycle) ที่ฟื้นได้ช้ากว่าที่คาด

มองไปข้างหน้าสำหรับปีงูใหญ่ที่กำลังจะมาถึง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะโตต่อเนื่อง โดยจะขยายตัวได้สูงกว่าปีนี้ อยู่ที่ระดับสูงกว่า 3% เล็กน้อย และน่าจะมีแรงขับเคลื่อนที่สมดุลขึ้น (Sector Rebalancing) เพราะการส่งออกสินค้าและภาคการผลิตน่าจะกลับมาเติบโตได้ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์โลก หลังจากปล่อยให้ภาคบริการเป็นแรงส่งหลักมาพักหนึ่ง

อีกทั้งวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกน่าจะกลับมาฟื้นตัว และมาเสริมทัพภาคการท่องเที่ยวที่จะยังฟื้นต่อเนื่อง โดยแม้นักท่องเที่ยวจีนอาจมาท่องเที่ยวในไทยน้อยกว่าในอดีต แต่จะมีนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่น ๆ เข้ามาช่วยทดแทนได้ นั่นหมายถึงรายได้และการบริโภคจะได้รับผลดีต่อเนื่องเช่นกัน

แต่ก็ต้องยอมรับว่าในปีงูใหญ่นี้ ยังมีความไม่แน่นอนสูงและมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่จะเป็นปัญหาให้กับการฟื้นตัวในหลายมิติ เช่น 1) โครงสร้างการผลิตโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะจากนโยบายของจีน ที่หันมาเน้นการผลิตในประเทศเองมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่มากเท่าในอดีต 2) การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่อาจส่งผลให้ไทยหลุดออกจากห่วงโซ่การผลิตสมัยใหม่

และ 3) การผลิตและแรงงานที่ไม่สามารถปรับตัวรองรับกระแสโลกใหม่ได้ทันกาล ซึ่งทั้งหมดนี้จะลดทอนความสามารถในการแข่งขัน และอาจทำให้ภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถโตได้สูงเหมือนในอดีต สะท้อนโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพให้เศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน และการผลักดันให้ธุรกิจปรับตัวรองรับกระแสโลกใหม่

นอกจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะสมดุลขึ้นแล้ว เศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพก็จะช่วยให้การเติบโตไม่สะดุดลง ที่สำคัญ คือเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งแม้ปีนี้อัตราเงินเฟ้อจะลดลงมาอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ยังชะล่าใจไม่ได้ เพราะเงินเฟ้อที่ต่ำเกิดจากราคาสินค้าที่สูงอยู่แล้วในปีก่อน ทำให้แม้ราคาปีนี้จะยังสูง แต่คำนวณออกมาเป็นอัตราเงินเฟ้อจึงได้ตัวเลขที่น้อย

และยังมีปัจจัยชั่วคราวอย่าง มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพด้านพลังงาน และราคาอาหารสดที่ลดลง แต่ในระยะต่อไปเมื่อปัจจัยพิเศษเหล่านี้หมดลง เงินเฟ้อจะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็คาดว่าจะยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% ได้ ที่สำคัญ คงต้องจับตามองความเสี่ยงจากต้นทุนราคาอาหารที่อาจสูงขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อพลังงานโลกด้วย

ด้านระบบการเงินไทยโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์ยังมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง แต่ก็ต้องจับตาเรื่องคุณภาพสินเชื่อที่จะขึ้นกับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนที่ยังเปราะบางจากภาระหนี้ที่สูงและรายได้บางกลุ่มที่ยังฟื้นตัวช้า ตลาดการเงินอาจยังผันผวนจากความไม่แน่นอนภายนอกประเทศ แต่ Sentiment น่าจะดีขึ้นบ้าง เพราะนักลงทุนมองว่าตลาดจะตึงตัวลดลง ส่วนไทยคาดว่าจะได้ผลดีจากเรื่องนี้ ขณะเดียวกันการระดมทุนทั้งจากสินเชื่อและการออกพันธบัตรในภาพรวมยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาการออกหุ้นกู้ของบางบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงจากปัญหาเฉพาะตัวด้วย


สุดท้ายนี้ พวกเราชาวแบงก์ชาติขอถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ 2567 กับผู้อ่านทุกท่านล่วงหน้า และหวังว่าทุกท่านจะมีความสุขกับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังมาถึง เดินทางท่องเที่ยวกันให้สนุกและปลอดภัย และกลับมาลุ้นกับเศรษฐกิจไทยในปีงูใหญ่ไปพร้อม ๆ กันนะคะ