ผลักดันแลนด์บริดจ์ อย่าทิ้ง EEC

อีอีซี
บทบรรณาธิการ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลตลอดช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลตั้งความหวังจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้าของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ โครงการแลนด์บริดจ์ โดยโครงการนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาสู่สาธารณชนในช่วงท้าย ๆ ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ก่อนที่จะเงียบหายไปช่วงเลือกตั้ง

ทว่าหลังการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน หากยังจำกันได้ในช่วงเริ่มต้นรัฐบาลก็มีการทวงถามถึง โครงการแลนด์บริดจ์ จะดำเนินการต่อหรือไม่อย่างไร และนำมาซึ่งการประชุม ครม. ในเดือนตุลาคม 2566 มีมติ “รับทราบหลักการ” โครงการแลนด์บริดจ์ โดยให้ กระทรวงคมนาคม ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนต่างประเทศ หรือที่เรียกกันว่า Roadshow เพื่อนำมาประกอบในการจัดทำร่างเอกสารเชิญชวนผู้ลงทุนในการร่วมลงทุนโครงการ (RFP) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2568 หรืออีก 1 ปีข้างหน้า

และตั้งแต่ที่ ครม.มีมติ รับทราบหลักการ รัฐบาลโดย นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ก็เริ่มต้น Roadshow โครงการแลนด์บริดจ์ ในทุกวาระ-เวทีการประชุมระดับโลก ท่ามกลางข้อถกเถียงกันเองในประเทศจากผู้ประกอบกิจการโลจิสติกส์-นักวิชาการ-นักการเมือง ที่แสดงให้เห็นถึง “ข้อสงสัย” ในผลการศึกษาและความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งถูกเปิดให้เห็นในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ ที่ทักท้วงความไม่สมบูรณ์ในรายงานจำนวน 10 หน้า ของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

ในอีกด้านก็เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์การดำเนิน โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าอนุมัติการลงทุนไปแล้วถึง 2.2 ล้านล้านบาท (2560-2565) และตั้งเป้าหมายที่จะให้เกิดการลงทุนจริงในพื้นที่ของโครงการระยะที่ 2 (2566-2570) อีก 500,000 ล้านบาท ปรากฏโครงการหลัก ซึ่งเป็น Project List อย่าง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่วันนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI มีมติไม่ขยายเวลาการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนให้ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เครือ C.P. เจ้าของโครงการแล้ว


สะท้อนให้เห็นว่า ตั้งแต่บริษัท เอเชีย เอรา วัน ได้รับการส่งเสริมลงทุนในปี 2565 มาจนถึงปัจจุบัน (2567) บริษัทไม่มีความคืบหน้าใน “งานใหม่” ที่เป็นการลงทุนในโครงการนี้อย่างจริงจัง โดยอ้างสาเหตุการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) กับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ให้เรียบร้อยก่อน จึงควรที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลเร่งรัดการดำเนิน โครงการ EEC ให้เกิดการลงทุนจริง หากโครงการ EEC ซึ่งมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมยังไม่สามารถเกิดขึ้นตามแผนที่วางเอาไว้ ก็ยากที่รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยังเต็มไปด้วยข้อสงสัยต่อไปได้