ปลดล็อก MOU 2544 JDA ปิโตรเลียมไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต-เศรษฐา ทวีสิน
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP)
คอลัมน์​ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร

การพบกันระหว่าง นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความคาดหวังที่ว่า พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือ Overlapping Claims Areas หรือ OCA ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ต่อเนื่องจากแหล่งอ่าวไทย จะได้รับการแก้ไขปัญหา หลังจากที่รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายต่างคนต่างประกาศเขตไหล่ทวีปของตนเองมาตั้งแต่ปี 2515-2516

ความซับซ้อนของพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา (OCA) ได้ถูกผูกโยงไว้ด้วย บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือที่เรียกกันว่า MOU 2544 โดย MOU ฉบับนี้ถือเป็น “ข้อตกลงชั่วคราว” ที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศจะต้องมาเจรจากันเพื่อหาข้อยุติในเรื่องการปักปันเขตแดนทางทะเลที่มีปัญหาทับซ้อนกัน จนเวลาผ่านมาถึง 23 ปี ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้

โดยปมเงื่อนสำคัญอยู่ที่ต่างคนต่างลากเส้นกำหนด “ไหล่ทวีป” กันเอง โดยฝ่ายกัมพูชาใช้วิธีลากเส้นจากจุดเริ่มต้นที่เรียกกันว่า “หลักที่ 73” (หลักเขตแดนทางบกตามสัญธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ปี 1907) มาจดริมทะเลและลากตรงไปยังกลางขอบนอกด้านตะวันออกของ “เกาะกูด” ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย จากนั้นลากเส้นจากขอบนอกด้านตะวันตกของเกาะกูด ตรงออกไปทางทิศตะวันตกเกือบถึงกึ่งกลางอ่าวไทย แล้วหักลงมา โดยผลของการลากเส้นเขตไหล่ทวีปแบบนี้ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนจากการที่ประเทศไทยก็ลากเส้นกำหนดไหล่ทวีปจากเส้นฐานตรง 3 พื้นที่ (เกาะช้าง-เกาะพะงัน-เกาะภูเก็ต) และเส้นฐานตรงบริเวณเกาะโลซิน ในส่วนทะเลอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล โดยวัดจากเส้นฐานและการประกาศเขตต่อเนื่อง 24 ไมล์ทะล และเขตเศรษฐกิจจำเพาะอีก 200 ไมล์ทะเล

การประกาศเขตไหล่ทวีปของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ จึงเกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน หรือ OCA รวมกันประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ทับซ้อนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตามเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ พื้นที่ส่วนบนที่อยู่เหนือเส้นขึ้นไป เรียกว่า พื้นที่ทับซ้อนส่วนบน มีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนพื้นที่ทับซ้อนส่วนล่างที่อยู่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือลงมา มีพื้นที่ 16,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ทับซ้อนส่วนล่างนี่เองได้ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ที่จะพัฒนาร่วมกัน หรือ Joint Development Area (JDA)

อย่างไรก็ตาม ใน MOU 2544 ได้เขียนไว้ว่า การเร่งรัดการเจรจาพื้นที่ OCA จะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ “พร้อมกัน” ได้แก่ 1) การจัดทำความตกลงสำหรับพื้นที่ JDA (16,000 ตาราง กม. ใน พท.ทับซ้อนส่วนล่าง) กับ 2) การตกลงแบ่งเขตที่สามารถยอมรับได้ร่วมกันในทะเลอาณาเขตไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะในพื้นที่ที่ต้องแบ่งเขตนั้นหมายความว่า การเจรจาภายใต้ MOU 2544 จะแยกเจรจาเพื่อทำความตกลงเฉพาะพื้นที่ 16,000 ตารางกิโลเมตร ที่เชื่อกันว่าจะเป็นแหล่งปิโตรเลียมเพียงพื้นที่เดียวไม่ได้

แน่นอนว่า ทั้ง 2 รัฐบาลต่างต้องการให้พื้นที่ทับซ้อนส่วนล่าง 16,000 ตารางกิโลเมตร ถูกพัฒนาเป็นพื้นที่ JDA เพื่อนำปิโตรเลียมขึ้นมาแบ่งปันผลประโยชน์ โดยใช้โมเดลพื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย แต่ MOU 2544 เขียนไว้ว่า ให้ดำเนินการเจรจาทั้ง 2 พื้นที่ไปพร้อม ๆ กัน ไม่สามารถแยกขาดการเจรจากันได้ ดังนั้นหากเลือกที่จะเจรจาเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนส่วนล่าง โดยละเลยพื้นที่ทับซ้อนส่วนบน ปัญหาการลากเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณเกาะกูด ก็จะไม่ได้รับการแก้ไข

ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า หลังการเจรจาระหว่างผู้นำทั้งสอง มีการแถลงข่าว ด้านความมั่นคงพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า จะมีการตกลงที่จะหารือเพิ่มเติมเพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมกันจากพื้นที่ทับซ้อน OCA ในประเด็นนี้ ยังเป็นคำถามต่อไปว่า ในเมื่อทั้ง 2 ประเทศเจรจาภายใต้ MOU 2544 มาถึง 23 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า การ “ตั้งคณะทำงานร่วม” ต่อจากนี้ไปจะใช้กรอบเจรจากันอย่างไร ด้วยการเวตน้ำหนักระหว่าง แหล่งปิโตรเลียม JDA กับทะเลอาณาเขตไหล่ทวีป