ยุบสภา ท่ามกลางวิกฤตของประเทศ
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีสาระการเข้ามารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย มิได้มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยรัฐบาลได้เผชิญกับความท้าทายทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยรัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนตามที่กล่าวข้างต้น รวมไปถึง การผลักดันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อันเป็นสาเหตุหลักที่นำมาสู่การประกาศยุบสภาในครั้งนี้
โดยสืบเนื่องมาจากการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ที่มีความเห็นแตกต่างกันในเกณฑ์การออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญจากการใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ขณะที่ก่อนหน้านี้ในชั้นกรรมาธิการก็ได้เห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมากให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ทว่าการโหวตในวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมากลับให้ความเห็นชอบในการคงอำนาจ สว.ใช้เสียง 1 ใน 3 ไว้ เป็นผลทำให้ พรรคประชาชน ต้องถอนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมออกไปและเริ่มเคลื่อนไหวให้ สส.ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามมาตรา 151 ทันที
ผลของการเคลื่อนไหวในการเสนอญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ในการจัดตั้งรัฐบาลชุดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อันเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ได้รับการสนับสนุนจาก พรรคประชาชน ตามข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยที่่ว่า รัฐบาลชุดของนายอนุทิน จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน (31 ม.ค. 2569) นับจากวันที่ได้เแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยมีสาระสำคัญของข้อตกลงร่วมอยู่ที่ว่า พรรคประชาชน กับ พรรคภูมิใจไทย จะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้
อาศัยเหตุแห่งการโหวตเกณฑ์การออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญจากการใช้เสียง สว. 1 ใน 3 มีผลทำให้ พรรคประชาชน ไม่สนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อยคณะนี้ต่อไป ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชนและเปิดทางให้มีการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ โดยการเป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อท่ามกลางวิกฤตของประเทศ
ทั้งในเรื่องของความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุจนเกิดการปะทะกันด้วยกำลังทหาร ปัญหาอุทกภัยในภาคใต้ และวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน โดยรัฐบาลรักษาการจำเป็นต้องได้รับการร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขวิกฤตให้ผ่านพ้นไปได้