“โลกใบใหม่” หลังโควิด-19
คอลัมน์ สามัญสำนึก
โดย สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
ดูเหมือนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้จะกลายเป็น “สงครามล้างโลก” ของโควิด-19 ที่แม้ไม่ได้เกิดจากอาวุธฝีมือมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ยังสามารถช่วยกันควบคุมการแพร่ระบาด ด้วยการรับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น โดยไม่สร้างความเสี่ยง หรือเมื่อเป็นผู้เสี่ยงก็ต้อง “กักตัวเอง” เพื่อไม่ไปแพร่กระจายความเสี่ยง
ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายของ “วิกฤตด้านสาธารณสุข” ที่กำลังส่งผลกระทบกลายเป็น “วิกฤตเศรษฐกิจ” ครั้งใหญ่
เพราะการที่หลายประเทศยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจจนกลายเป็นความตื่นตระหนกไปทั่วโลก จากภาพของการกักตุนอาหารสินค้าในหลายประเทศ รวมทั้งตลาดหุ้นทั่วโลกที่ “แพนิก” เทขายแบบดิ่งฟลอร์ต่อเนื่อง จนต้องใช้มาตรการ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” หยุดซื้อขายชั่วคราวเป็นว่าเล่น
แม้ขณะนี้จะมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากกว่า 7,000 คน แต่ก็มีคำพูดเชิงเปรียบเทียบว่าจะมี “คนล้มละลาย” จากโควิด-19 มากกว่า “คนล้มตาย”
เพราะหลังจากที่ทั้งโลกผ่านพ้นวิกฤตของโควิด-19 ไปแล้ว จะมีบาดแผลความเสียหายทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอีกมาก
ดังนั้น รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกจึงออกมาตรการนโยบายการเงินการคลังมากมาย เพื่อประคองบรรเทาผลกระทบไม่ให้ภาคธุรกิจล้มระเนระนาดรูปแบบคล้าย ๆกันทุกประเทศ “พักหนี้-ยืดหนี้-เติมสภาพคล่อง” รวมถึงลดภาระต่าง ๆ ของผู้ประกอบการและแรงงานเพื่อที่จะให้ทุกองค์กรและทุกคนเดินต่อได้
ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกก็พาเหรดหั่นดอกเบี้ย หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายฉุกเฉิน 2 ครั้ง (ต้นและกลางเดือน มี.ค.) รวม 1.5% ลงมาอยู่ที่ 0-0.25% พร้อมกับอัดเงิน QE อีก 7 แสนล้านเหรียญ โดยธนาคารกลางอังกฤษก็ปรับลดดอกเบี้ยฉุกเฉิน 0.5% ลงมาอยู่ที่ 0.25% รวมทั้งเกาหลีใต้, ฮ่องกง ก็มีการหั่นดอกเบี้ยฉุกเฉิน ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่นคงดอกเบี้ย -0.1% แต่อัดฉีดสภาพคล่องเพิ่ม ทั้งหมดเป็นความพยายามไม่ให้ภาคธุรกิจล้มละลายและเกิดโดมิโนจนกลายเป็นวิกฤตระบบการเงิน รวมถึงจะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย
เวลานี้จึงต้องเป็นเรื่องของการ “ร่วมแรงร่วมใจ” ทุกภาคส่วนเพื่อให้ผ่านวิกฤตนี้ไปโดยที่ทุกคนต้องเจ็บมากบ้างน้อยบ้าง
ตลาดหุ้นทั่วโลกที่ดิ่งเหวก็ทำให้ความมั่งคั่งของนักลงทุนวูบแบบลดครึ่งราคา ภาคธุรกิจต่าง ๆ เจ็บหนักถ้วนหน้า ทั้งธุรกิจโรงแรม สายการบินที่ต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมหาศาล ทุกสายการบินต้องให้พนักงานหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือน จนถึงล้มละลายเช่นกรณี “flybe” สายการบินของอังกฤษที่ประกาศปิดกิจการเมื่อต้น มี.ค.ที่ผ่านมา และหลังจากนี้คงมีอีกหลายราย
รายงานของ “บลูมเบิร์ก” ระบุว่า วิกฤตทุกครั้งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ “เกรตดีเปรสชั่น” ปี 1929 ทำให้ทัศนคติ “ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ขาดแคลน” (waste not want not) ของผู้บริโภคดำรงอยู่นานกว่า 10 ปี “วิกฤตต้มยำกุ้ง”ก็ส่งผลให้เอเชียลดพฤติกรรมสะสมหนี้ต่างประเทศ รวมถึงการระบาดของโรคซาร์สปี 2002 ก็สร้าง “จุดเปลี่ยน” ให้อีคอมเมิร์ซจีน เพราะทั้ง “อาลีบาบา” และ “เจดีดอทคอม”ก็แจ้งเกิดจากวิกฤตครั้งนั้น
ขณะที่โควิด-19 นอกจากทำให้ผู้คนหันมาใช้ชีวิตแบบออนไลน์มากขึ้น ยังทำให้วิถีมนุษย์เปลี่ยนไปที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสาธารณสุขมากขึ้น รวมถึงวัฒนธรรม “การทักทาย” อย่างที่เห็น เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และคนดังทั้งหลายใช้วิธียกมือไหว้แทนการจับมือ ซึ่งเป็นไปได้ที่ “การไหว้แบบไทย ๆ” จะกลายเป็นการทักทายระดับสากลของโลกในอนาคต
นอกจากนี้ ต่อไปธุรกิจต่าง ๆ คงต้องบรรจุแผนความเสี่ยงโรคระบาดไว้ด้วย รวมถึงรูปแบบ “work from home” และการเรียนการสอนออนไลน์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาในเมืองไทยอาจจะยังไม่เกิดขึ้นจริง ก็คงจะกลายเป็นรูปแบบปกติในอนาคต และอีกหลาย ๆ เรื่อง
โลกหลังการมาเยือนของโควิด-19 จึงเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ในทุกมิติ