หมดศรัทธา
สามัญสำนึก สมปอง แจ่มเกาะ
ถึงวันนี้ แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะเร่งปูพรมฉีดวัคซีนโควิด-19 กันทั่วสารทิศ
(ในความเป็นจริงเป็นเพียงการเริ่มต้น และยังฉีดได้เพียงน้อยนิด เมื่อเทียบเป้าหมายที่จะฉีดให้ได้ 70% ของประชากรทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่)
แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบว่า ยอดผู้ป่วยรายใหม่และจำนวนคนตายยังไม่มีท่าทีว่าจะลดลง
ตรงกันข้ามกลับมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะยังมีคลัสเตอร์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นระลอกเป็นระยะๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง มีให้เห็นให้ได้ยินทุกวัน
แต่ละวันมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3,000 คนบางวันพุ่งขึ้นไปแตะ 4,000 คนก็มี และแต่ละวันมีคนม้วยมรณาลาโลกไปเฉลี่ยวันละ 30-35 ราย
โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ตอนนี้ยืน 1 ตัวเลขนำโด่งมาหลายสัปดาห์ ทั้งจำนวนผู้ป่วยรายใหญ่และคนตาย
ล่าสุด ตลอดสัปดาห์ผ่านมา (21-25 มิถุนายน) สถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะวิกฤตอีกรอบ โรงพยาบาลต้องรับศึกหนัก ทั้งคนไข้ทั่ว ๆ ไปที่ดูแลอยู่แล้ว และคนไข้โควิคที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวี่วัน
ไม่แปลกใจที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั้งในกรุงเทพฯและหลายจังหวัดในปริมณฑล จะประกาศแจ้งว่า ห้องไอซียูเต็ม ไม่มีเตียงรับคนไข้
คิดง่าย ๆ ตัวเลขผู้ป่วยโควิดที่รักษาหายกลับบ้านได้มีวันละ 1,000 คน แต่ผู้ป่วยใหม่ที่โรงพยาบาลรับเข้ามาดูแลมีวันละ 2,000 คน จะเก่งกาจขนาดไหนก็คงไม่สามารถเนรมิตเตียงใหม่ได้ในพริบตา
เห็นแล้วได้แต่สังเวช ห่อเหี่ยว
นี่แค่โควิด-19 ออริจินอล ยังหนักหนาสาหัสมากถึงเพียงนี้
ล่าสุด อาจารย์หมอหลายคนออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ตอนนี้โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) กำลังมาเพ่นพ่านอยู่ในบ้านเราแล้ว หลังจากที่แพร่ระบาดไปแล้วกว่าค่อนโลก ซึ่งไอ้ตัวนี้เขาว่ากันว่าพิษสงมันร้ายนัก แพร่กระจายและติดเชื้อได้ง่ายกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อัลฟ่า (อังกฤษ) เสียอีก
วัคซีนที่เรา ๆ ท่าน ๆ ฉีดกันไป ทั้งซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า จะเอาอยู่หรือเปล่า
ได้แต่ทำใจ ป่วยก็รักษา ตายก็เผา คนอยู่ก็ต้องสู้กันต่อไป
นอกจากผู้ป่วยและครอบครัวที่เดือดร้อนจากโควิดแล้ว คนที่ควรได้รับการดูแลและสนับสนุนมากกลุ่มหนึ่ง คือ แพทย์ พยาบาล บุคลากรของโรงพยาบาล
อย่างน้อยที่สุด โควิด-19 รอบนี้ลากยาวมา 3 เดือนเต็มแล้ว และกำลังจะย่างเข้าสู่เดือนที่ 4 แล้ว และโควิด-19 คงจะอยู่กับเราไปอีกนาน
แพทย์ พยาบาล ทุกคนทำงานหนัก ด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่ ทำงานทั้งตัวและหัวใจ ดูแลคนไข้ชนิดหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีเวลาได้อยู่กับลูกเมียดูแลครอบครัว
นี่คือ สิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และรัฐบาล มองข้าม
นอกจากบรรดาเจ้านายจะละเลยการดูแล การสร้างขวัญกำลังใจลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาแล้ว ยังไม่สนับสนุนการทำงานให้ราบรื่นเท่าที่ควร หนักกว่านั้นยังมีการคาดโทษในหลาย ๆ เรื่อง ห้ามขึ้นป้ายขอรับบริจาค ห้ามขึ้นป้ายเลื่อนฉีดวัคซีน
จริงๆ แล้ว โรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะการบริจาค ตู้ตรวจเชื้อ (swab test) เครื่องมือจำเป็น เครื่องมือที่สำคัญในการตรวจโควิด ส่วนใหญ่ก็มาจากการบริจาค เครื่องช่วยหายใจ high flow ก็มาจากการบริจาค การเปิด วอร์ดโควิด ที่ต้องมีการกั้นห้อง ติดกล้องวงจรปิด ก็ต้องใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาลมาใช้จ่ายในส่วนนี้
กระทรวงสาธารณสุขทำอะไรอยู่ จัดเครื่องมืออุปกรณ์เหล่านี้ให้สักกี่มากน้อย
นี่ยังไม่นับถึงการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ที่หลาย ๆ คนอึดอัดใจ ซึ่งเดือนกรกฎาคมนี้จะต้องมานั่งลุ้นกันอีกวัคซีนจะมาตามนัดหรือไม่
ตอนนี้ได้แต่สวดมนต์ภาวนาว่า ขออย่าเป็นเหมือนอินเดียเลย…สาธุ
พร้อมกันนี้ก็ขอกรวดน้ำคว่ำขัน ขออย่าได้เจอกันอีกเลย
สำหรับการบริหารการจัดการ ที่ขอใช้คำสุภาพ ๆ ว่า…“ไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง”