กว่าจะเป็นเจ้าสัวสหพัฒน์ ประวัติ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ตอนที่ 5-6

กว่าจะเป็นเจ้าสัวสหพัฒน์

หมายเหตุ : อัตชีวประวัติ เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา แห่งเครือสหพัฒน์ ผ่านการสัมภาษณ์ และตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Nikkei ในคอลัมน์ Watashi no Rirekisho ชื่อเรื่อง My Personal History ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 ตีพิมพ์เป็นภาษาไทย ในคอลัมน์ “กว่าจะเป็นเจ้าสัวสหพัฒน์” ติดตามอ่านได้ใน นสพ.ประชาชาติธุรกิจ และทางเว็บไซต์ www.prachachat.net

บทที่ 5 การเริ่มต้น

ปลาหมึกแห้งจากญี่ปุ่นเป็นที่นิยมมาก
พ่อที่ยังจ้างพนักงานและให้โบนัสแม้บริษัทจะขาดทุน

ปี พ.ศ. 2485 ในช่วงสงครามพ่อแยกตัวจากปู่มาเปิดร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ดชื่อว่า เฮียบเซ่งเชียง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเครือสหพัฒน์ในทุกวันนี้

ในเวลานั้นบริษัทเทรดดิ้งในยุโรปและญี่ปุ่น เช่น มิตซุย และมิตซูบิชิ ได้เปิดสาขาในกรุงเทพฯ พ่อของฉันมักจะไปที่บริษัทเหล่านั้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ เมื่อมีเรือสินค้าเข้ามาก็จะขอแบ่งสินค้าเพื่อนำไปขายในร้านค้าส่งบนถนนสำเพ็ง ช่วงนั้นเป็นช่วงขาดแคลนสินค้า ถ้ามีรองเท้า เข็มขัด เสื้อ ฯลฯ เข้ามา ของจะขายออกได้ทันที

เรือสินค้าที่นําข้าวจากประเทศไทยกลับไปญี่ปุ่น เพื่อไม่ให้เรือว่างในเที่ยวขามา เรือมักจะบรรทุกสินค้าต่าง ๆ มาเต็มลำ ที่นิยมมากที่สุดคือ ปลาหมึกแห้งจากฮอกไกโด ปลาหมึกแห้งของจีนก็มีเข้ามา แต่คุณภาพของญี่ปุ่นดีกว่า

หลังสงครามเราสามารถนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้โดยตรง ปู่ของฉันมีภรรยาหนึ่งคนในประเทศไทย และอีกหนึ่งคนในประเทศจีน พ่อของฉันเกิดในประเทศไทย แต่น้องต่างมารดาอาศัยอยู่ที่มณฑลกวางตุ้ง ธุรกิจในเวลานั้นใช้เพียงความเชื่อใจ จึงสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ จากญาติในประเทศจีน

สิ่งที่ขายดีที่สุดคือ ยาจีน นอกจากนี้ ยังมีเสื้อกล้ามและอาหารกระป๋อง เครื่องปรุงรสจีน เช่น ซอสถั่วเหลือง น้ำพริกจีน (ลักษณะคล้ายพริกเผา) ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนเพราะมี “รสชาติของบ้านเกิด” ส่วนสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเขียว และแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งยังไม่มีการปลูกในประเทศไทยก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

ในปี พ.ศ. 2489 เฮียบเซ่งเชียงก่อตั้งบริษัทในต่างประเทศแห่งแรกที่ฮ่องกง จัดซื้อดอกไม้ประดิษฐ์พลาสติก เข็มขัด ผ้าขนหนู แปรงสีฟัน ฯลฯ ส่งไปยังประเทศไทย ฮ่องกงได้กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าเบ็ดเตล็ดรายใหญ่โดยชาวจีนที่หนีภัยจากสงคราม

ร้านเฮียบเซ่งเชียงในช่วงแรก ชั้นล่างเป็นคลังสินค้า ชั้น 2 และ 3 เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว และพนักงานมากกว่าสิบคน เมื่อปลาหมึกแห้งญี่ปุ่นมาถึงจะส่งกลิ่นไปทั่วบ้านทั้งกลางวันและกลางคืน ทุกคนจะทานอาหารฝีมือคุณแม่ร่วมกันและพูดคุยกันเรื่องต่าง ๆ เหมือนการประชุม

เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 30 ล้านบาท และจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 50-60 คน และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตต่อไป พ่อของฉันได้ปรับโครงสร้างบริษัท เฮียบเซ่งเชียง ขึ้นใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็นสหพัฒนพิบูลในปี พ.ศ. 2495

อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนั้นไม่ค่อยดี ค่าเงินบาทปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทำให้สหพัฒน์ขาดทุนมากถึง 1 ล้านบาท ถึงอย่างนั้นพ่อฉันก็ไม่เลิกจ้างพนักงาน แต่ยังให้โบนัสแก่พนักงานอีกด้วย พ่อของฉันกล่าวว่า “ธุรกิจเทรดดิ้งกำไรขึ้นลง ไม่ได้ให้เงินเดือนสูง เพื่อเป็นการชดเชยพนักงานมีสิทธิได้รับโบนัส ถ้าเราตัดมันไปจะทำให้เสียขวัญกําลังใจ”

จากการที่พ่อของฉันต้องจัดการวิกฤตการณ์ครั้งแรกด้วยตัวเอง พ่อจึงได้สั่งสมข้อมูลและเรียนรู้ความสำคัญของการบริหารสกุลเงินต่างประเทศ และการบริหารการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก และความคิดในการหลีกเลี่ยงการลดต้นทุนด้วยการลดจำนวนพนักงานเมื่อธุรกิจเกิดความลำบาก ได้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรของเครือสหพัฒน์มาจนถึงทุกวันนี้

พ่อของฉันยังสรรหาคนหนุ่ม อย่างเช่น คุณดำหริ ดารกานนท์ มาเข้าร่วมงานกับสหพัฒน์ เขาเป็นน้องชายของแม่สายพิณ และเป็นน้าของฉัน คุณดำหริ อายุ 20 ปีในเวลานั้น ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหมายเลข 2 ในอีก 2 ปีต่อมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์วิธีการจัดหาคนของพ่อ จนช่วงหนึ่งเกิดการต่อต้านจากร้านค้าส่งในย่านสำเพ็งไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ของสหพัฒน์ แต่พ่อของฉันยังคงเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่มีความคล่องตัวในการตอบสนองต่อแนวโน้มของยุคสมัย และสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว

ต่อมาคุณดำหริแยกตัวเป็นอิสระจากสหพัฒน์ และสร้างกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ของเขาเอง ซึ่งฉันจะอธิบายต่อไปว่าเป็นอย่างไร

บทที่ 6 เข้าสู่ธุรกิจครอบครัว

พ่อพูดสั้น ๆ “ให้ไปโอซากา”
ไปเริ่มงานอย่างกะทันหันด้วยความรู้สึกของการผจญภัยและกังวลใจ

ในช่วงสงครามแปซิฟิกมีบุคคลชื่อ โอคาดะ คะมง อยู่บริษัทมิตซุยสาขากรุงเทพฯ ที่พ่อของฉันติดต่อธุรกิจ ซึ่งเมื่อญี่ปุ่นยอมจํานนในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 และสงครามสิ้นสุดลง กองกําลังพันธมิตรอังกฤษและกองกําลังพันธมิตรอื่น ๆ ได้มาประจําการอยู่ในประเทศไทย ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดจะถูกจับและจองจำใกล้กรุงเทพฯ โอคาดะก็ถูกควบคุมตัวเป็นเวลาเกือบปี

บางครั้งพ่อของฉันไปเยี่ยมเขา และเขาขอให้พ่อฉันเก็บรถของเขาไม่ให้ถูกยึด หลังจากถูกปล่อยตัวโอคาดะได้ขายรถและกลับไปที่ญี่ปุ่น

ไม่กี่ปีต่อมาโอคาดะซึ่งรับผิดชอบการขายในบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งเดินทางมากรุงเทพฯ และได้เจอกับพ่อฉันอีกครั้งหนึ่ง พ่อของฉันก็กำลังคิดเกี่ยวกับการขยายธุรกิจด้วยการนําเข้าสินค้าเข้ามาจากญี่ปุ่น จึงถามว่าเขาสามารถซื้อสินค้าในญี่ปุ่นและส่งมายังประเทศไทยได้ไหม

ในปี พ.ศ. 2495 ปีเดียวกับที่เฮียบเซ่งเชียงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นสหพัฒนพิบูล พ่อของฉันออกเงิน 4 ล้านเยนเพื่อเป็นทุนจดทะเบียนและจัดตั้งบริษัทเทรดดิ้ง “เคียวโก” ที่ญี่ปุ่น โดยตั้งสำนักงานใหญ่ที่โอซากา ซึ่งเป็นศูนย์รวมสินค้าเบ็ดเตล็ด และจัดตั้งสํานักงานสาขาโตเกียวที่นิฮองบาชิ เพื่อซื้อสินค้าของเล่น กรรมการผู้จัดการคือ คุณโอคาดะ พ่อของฉันส่งคุณดำหริจากประเทศไทยไปเป็นประธานกรรมการ

เมื่อฉันจบการศึกษามัธยมต้นจากโรงเรียนวัดสุทัศน์ในกรุงเทพฯในปี พ.ศ. 2496 จากการที่ฉันช่วยงานที่ร้านหลังเลิกเรียนมาโดยตลอด ฉันจึงได้เข้าไปทำงานในสหพัฒน์โดยปริยาย

งานแรกที่ทำเป็นงานเกี่ยวกับคลังสินค้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการเรียนรู้วิธีแยกแยะสินค้า ราคา แม้แต่งานส่งของฉันก็ทำ เวลาจัดส่งก็ไปกับรุ่นพี่ 2 คน พวกเราขี่จักรยานไปรอบ ๆ ถนนสำเพ็งในย่านค้าส่ง ต้องจดจำตำแหน่งที่ตั้งร้านและลูกค้า นอกจากนี้ ฉันยังเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องพิมพ์ดีดและเครื่องคิดเลขแบบมือหมุนด้วย

ประมาณ 6 เดือนต่อมา เป็นช่วงที่ฉันพอจะเป็นงานแล้ว พ่อเรียกฉันมาพบและบอกว่า “ไปโอซากา” โดยไม่มีคําสั่งว่าจะให้ไปทําอะไรที่โอซากา

คุณดำหริซึ่งไปอยู่ญี่ปุ่น 1 ปีกลับมากรุงเทพฯ เพราะพ่อตาของพ่อฉันนั่นเองที่ขอร้องว่า อยากให้กลับมาเร็ว ๆ เพราะเป็นห่วงลูกชายที่ต้องไปอยู่ต่างแดน พ่อส่งพนักงานคนอื่นไปแทนแล้ว แต่พ่อคงอยากให้คนในครอบครัวทำหน้าที่นี้ แม้แม่ฉันจะดูกังวลแต่แม่ก็ไม่ได้คัดค้าน เพราะเคยส่งน้องชายตัวเองไปแล้ว

ใจจริงแล้วฉันรู้สึกดีใจ ในช่วงสงครามมีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเข้ามาอยู่ประเทศไทย แต่ไม่มีคนไทยรู้ว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างไร มันเป็นความรู้สึกที่ผสมกันของการที่จะได้ผจญภัยในโลกใบใหม่กับความมุ่งมั่นที่จะนําความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์กลับมา

คุณดำหริสอนฉันว่าต้องทําอะไรในญี่ปุ่น คุณโอคาดะเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารของเคียวโก งานของฉันคือการซื้อสินค้านั่นคือ buyer (จัดซื้อ) ในฐานะผู้ประสานงานกับประเทศไทย ฉันเป็นผู้แจ้งเคียวโกว่าฝั่งไทยต้องการผลิตภัณฑ์อะไร และในทางกลับกันฉันให้ข้อมูลสินค้าที่น่าสนใจแก่ฝั่งไทย

หลังสงครามไม่นาน ญี่ปุ่นยังไม่ค่อยมีเงิน โรงงานต่าง ๆ ในญี่ปุ่นต้อนรับฉันเป็นอย่างดี เนื่องจากฉันให้ค่าสินค้าโดยการออก L/C ธนาคารไทย พอส่งของขึ้นเรือโรงงานก็จะสามารถรับเงินได้ในทันที

ในปี พ.ศ. 2497 ช่วงที่ร้อนที่สุดของปีในประเทศไทย ประมาณต้นฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น ครอบครัวของฉันมาส่งฉันที่สนามบินดอนเมือง ฉันและพ่อได้ขึ้นเครื่องบิน Pan America ไปแวะฮ่องกง เป็นเครื่องบินใบพัดที่นั่งประมาณ 50 ที่นั่ง มีคนเกือบเต็มลำ หัวใจของฉันเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังและความกังวลกับโลกที่ฉันไม่รู้จัก

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ