ถอดบทเรียนฝ่า โอไมครอน
บทบรรณาธิการ
สถานการณ์โควิด-19 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น การฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากขึ้น ตั้งแต่ 28 ก.พ.-23 ธ.ค. 2564 ยอดฉีดวัคซีนทั้งประเทศกว่า 100 ล้านโดส เป็นเข็มหนึ่ง 72.4 ล้านโดส เข็มสอง 63.5 ล้านโดส เข็มสาม 6.8 ล้านโดส ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อมั่น คลายความวิตกกังวลลง การตื่นตัวป้องกันโควิดสายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” จึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
มองมุมบวกการไม่ตื่นตระหนกเป็นเรื่องดี แต่ต้องระมัดระวังและไม่ประมาท การใช้ชีวิต การทำธุรกิจยังต้องตั้งการ์ดสูง ปฏิบัติตามแผนควบคุมโรคแนวใหม่สร้างสมดุลการดำเนินชีวิตปลอดภัยจากโควิดตามมาตรการ COVID-free setting กับ universal prevention
โดยเฉพาะช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2565 การท่องเที่ยว การเดินทาง อีเวนต์ กิจกรรม ทำให้เกิดการรวมตัวของคนจำนวนมาก ความเสี่ยงย่อมมีเพิ่มขึ้นตามมา
นอกจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องป้องกันไม่ให้โควิดย้อนมาระลอกใหม่แล้ว ประชาชน ภาคเอกชนก็ต้องทำตามกฎ และให้ความร่วมมือในการควบคุมโรค
อย่าให้ซ้ำรอยการผ่อนคลายมาตรการของภาครัฐช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือน เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา ที่เกิดการเคลื่อนย้ายคน เคลื่อนย้ายโรค ส่งผลให้การแพร่ระบาดของโควิดลุกลามไปทั่วประเทศ
จนสถานการณ์วิกฤตผู้ติดเชื้อล้นทะลักโรงพยาบาล เตียงผู้ป่วยขาดแคลนหนัก บุคลากรด่านหน้า ระบบสาธารณสุขรับไม่ไหว ยอดผู้ติดเชื้อรายวันไต่ระดับเฉียด 3 หมื่นรายต่อวัน เสียชีวิตเกือบ 300 รายต่อวัน
เป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดหดหู่รันทดใจให้กับคนในสังคม เป็นบทเรียนที่ต้องจดจำและตระหนักถึงปัญหา เพราะความสูญเสียไม่ได้เกิดขึ้นกับชีวิต สุขภาพของประชาชนเท่านั้น สถานประกอบการ โรงแรม ห้างร้าน ธุรกิจรายย่อยนับพันนับหมื่นเสียหาย สูญเสียโอกาส เศรษฐกิจวิกฤตรุนแรงในรอบหลายทศวรรษ
เทศกาลปีใหม่ที่กำลังมาถึงซึ่งบังเอิญตรงกับช่วงเวลาที่ไวรัสโอไมครอนซึ่งระบาดหนักในหลายประเทศเริ่มลามเข้ามาในประเทศไทย
จึงเป็นช่วงที่คนไทยต้องระมัดระวังและป้องกันตนเองและคนรอบข้างเพื่อลดความเสี่ยง ต้องไม่ประมาทพลั้งเผลอ ฝ่าฝืนกฎ จนเกิดการติดเชื้อคลัสเตอร์ใหม่ ทำลายบรรยากาศและช่วงเวลาดี ๆ รับนักษัตรปีเสือทอง
รัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศจึงต้องถอดประสบการณ์ บทเรียนความผิดพลาดในการรับมือโควิดช่วงก่อนหน้านี้มาปรับใช้ เร่งอุดจุดอ่อน ช่องโหว่ ในการบริหารจัดการสถานการณ์ รวมทั้งพิจารณาตัดสินใจแต่ละมาตรการด้วยความรอบคอบรัดกุม
ที่สำคัญต้องคำนึงถึงข้อดี ข้อเสีย ผลกระทบ ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สุขอนามัย พร้อมกระตุ้นเตือนคนไทยให้ตื่นตัวมากขึ้น อย่าชะล่าใจมหันตภัย “โอไมครอน”