สงครามอิหร่าน… ลามถึงโต๊ะอาหาร
2-2
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
สงครามตะวันออกกลางกำลังก่อ “วิกฤตพลังงาน” ครั้งประวัติศาสตร์ให้กับโลก
ระดับราคาพลังงานโลกพุ่งสูงอย่างรุนแรง เมื่อช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานถูกปิดลง
ระดับความรุนแรงที่ทั่วโลกได้รับจากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ LNG กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไปสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ
ขณะที่นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ ต่างส่งสัญญาณเตือนทิศทางเดียวกันว่า “แม้สงครามจะยุติ แต่วิกฤตพลังงานจะยังไม่จบ”
เพราะการโจมตีที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศในตะวันออกกลางอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ต้องลดกำลังการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึง “กาตาร์” ผู้ผลิตก๊าซ LNG เกือบ 1 ใน 5 ของโลก ก็เกิดปัญหาการผลิตหยุดชะงักเพราะถูกอิหร่านโจมตี
โครงสร้างพื้นฐานของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถูกทำลาย ทำให้การฟื้นกำลังการผลิตกลับมาอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี
ดังนั้นแม้สงครามจะจบแต่วิกฤตพลังงานยังลากยาว
นอกจากนี้ผลกระทบของสงครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่วิกฤตพลังงาน อย่าง “น้ำมัน” หรือ “ก๊าซธรรมชาติ” เท่านั้น
เพราะตะวันออกกลางไม่ได้เป็นแค่แหล่งพลังงาน แต่ยังเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ยยูเรีย พลาสติก และโลหะ
โดยเฉพาะปุ๋ย ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตอาหาร เมื่อเกิดปัญหาขาดแคลนปุ๋ย จะส่งกระทบต่อผลผลิตการเกษตร ธัญพืชหลักต่าง ๆ
สงครามตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงปัญหาวิกฤตพลังงาน แต่กำลังเป็นแรงกดดันต่อ “ความมั่นคงทางอาหาร” (Food Security) ของโลก
โดยเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Goldman Sachs ได้ออกรายงานเตือนว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานตะวันออกกลาง กำลังสร้างแรงกดดันรุนแรงต่ออุตสาหกรรมปุ๋ยและการผลิตอาหารทั่วโลก
เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของปุ๋ยไนโตรเจน (คิดเป็นสัดส่วนกว่า 25% ของโลก) และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน
ทั้งระบุว่าตั้งแต่เกิดสู้รบในตะวันออกกลาง ราคาปุ๋ยไนโตรเจนปรับตัวสูงขึ้นแล้วกว่า 40% อย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึงเดือน
ผลกระทบที่จะตามมาก็คือ “ผลผลิตทางการเกษตรลดลง” เพราะเมื่อปุ๋ยแพงและขาดแคลน เกษตรกรทั่วโลกต้องลดปริมาณการใช้ปุ๋ย ส่งผลเป็นลูกโซ่ให้ธัญพืช ข้าวโพด และพืชอาหารหลัก มีผลผลิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
Goldman Sachs ยังระบุว่า นี่คือความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดในห่วงโซ่อาหารโลกในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า
ทั้งปัจจัยผลผลิตธัญพืชที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังกลายเป็น “วิกฤตอาหารโลก”
ดร.ปิติ ศรีแสงนาม รองศาสตราจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองในทิศทางเดียวกันว่า ความขัดแย้งใน ช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลกระทบปฏิกิริยาลูกโซ่สู่วิกฤตอาหารโลก
และความมั่นคงทางอาหารถือเป็น “จุดตาย” ของเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นผู้ผลิตและส่งออก ทั้งข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรชั้นนำ แต่ก็พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก
เช่นกรณีของไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีกว่า 90% จากตะวันออกกลางและจีน ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ราคาขายพืชผลเกษตรบางชนิดไม่ได้สูงขึ้นตาม
ดร.ปิติระบุว่า เมื่อสงครามทำให้ราคาปุ๋ยเคมีแพงจนเกษตรกรรายย่อยเข้าไม่ถึง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลในอาเซียนเริ่มงัดมาตรการห้ามส่งออกข้าว และสินค้าเกษตรเพื่อกักตุนไว้บริโภคในประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การขาดแคลนอาหารในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้
นี่คือแรงกระแทกจากสงครามที่จะกลายเป็นวิกฤตลูกต่อไป