Skip to content

เมื่อความเฉียบแหลมทางปัญญา นำพาองค์กรก้าวไกล

06 ก.พ. 2569 | 09:09น.
เมื่อความเฉียบแหลมทางปัญญา นำพาองค์กรก้าวไกล
คอลัมน์ : SD TALK
ผู้เขียน : อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

ตอนที่ผมเริ่มเรียนรู้เรื่องภาวะผู้นำอย่างจริงจังใหม่ ๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ตาค้าง คือคำถามที่ว่า “ถ้าเป็นผู้นำ คุณคิดอย่างไรกับสิ่งที่ (ยัง) ไม่เห็น เมื่อเทียบกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า ?”

แรก ๆ ยอมรับว่าไม่เข้าใจ ฟังแล้วไม่เข้าใจ !

แต่คำถามนี้ย้อนกลับมาใหม่หลายครั้งในช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจในสถานการณ์ยากลำบาก เช่น การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจในยุคดิจิทัล หรือการรับมือกับวิกฤตการณ์ใหญ่ที่ไม่มีคู่มือใดตอบโจทย์ได้ทันที

คำถามสำคัญนี้คือแก่นแท้ของทักษะที่เรียกว่า Demonstrating Intellectual Insight หรือความเฉียบแหลมทางปัญญา ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การมีความรู้ แต่คือการเข้าใจอย่างลึก ซับซ้อน และสร้างความชัดเจนจากความไม่ชัดเจนของปัญหา หรือโอกาสที่ซ่อนอยู่ด้านหลังซึ่งคนส่วนใหญ่มองไม่เห็น

ในโมเดล IMPACT Leadership ของ สลิงชอท กรุ๊ป ร่วมกับ Center for Creative Leadership ทักษะนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเสาหลักของผู้นำระดับโลก เพราะผู้นำต้องแปลงข้อมูลดิบให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้จริง และต้องตั้งคำถามลึกแบบที่คนทั่วไปไม่เคยถาม เช่น ทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น ? จริงหรือที่วิธีนี้คือคำตอบที่ดีที่สุด ? หรือเราพลาดอะไรไปไหมในสิ่งที่ทุกคนยึดถือว่าเป็นความจริง ?

งานวิจัยด้านภาวะผู้นำเชิงปัญญาจากไทยเองก็ชี้ชัดว่า ภาวะผู้นำประกอบด้วย การคิดอย่างมีวิสัยทัศน์ การคิดเชิงวิพากษ์ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทำให้ผู้นำสามารถจัดการกับความซับซ้อนของโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ใครจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผู้นำที่มีทักษะนี้ ?

ขอยกตัวอย่างคนที่ไม่ได้เป็นผู้บริหารองค์กรธุรกิจ แต่เป็นนักคิดที่เปลี่ยนวิธีที่โลกมองการตัดสินใจของมนุษย์ไปตลอดกาล เขาชื่อ Daniel Kahneman นักจิตวิทยาเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้งศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า Behavioral Economics ซึ่งทลายสมมุติฐานเก่าที่ว่า “มนุษย์ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลทุกครั้ง”

Kahneman และเพื่อนร่วมงานค้นพบว่า ความคิดของเราเดินหน้าได้สองระบบ หนึ่งคือระบบที่เร็วและใช้อารมณ์นำพา (System 1) และอีกหนึ่งคือระบบที่ช้าและมีเหตุผลลึกซึ้ง (System 2) ซึ่งทั้งสองระบบนี้ทำงานร่วมกันและส่งผลต่อการตัดสินใจในชีวิตจริงมากกว่าโมเดลแบบดั้งเดิม

หนังสือของเขา Thinking, Fast and Slow จึงกลายเป็นมาสเตอร์พีซที่อธิบายว่า ทำไมผู้นำที่เข้าใจการทำงานของจิตใจมนุษย์จึงสามารถตั้งคำถามกับความรู้สึกแรก และใช้การวิเคราะห์เชิงลึกมองอีกมุมหนึ่งของปัญหา ตัดสินใจอย่างรอบคอบ และรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีกว่าผู้ที่พึ่งพาสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว

คำถามเชิงปัญญาแบบเดียวกับที่ Kahneman ตั้งต่อการตัดสินใจของมนุษย์นั้น คือสิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ต้องฝึกฝน ไม่ใช่แค่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ต้องเข้าใจกลไกภายในของปัญหา ซึ่งปกติมักมองไม่เห็น และวิเคราะห์ภาพรวมอย่างมีระบบ ความสามารถนี้จะช่วยให้ผู้นำไม่ตกหลุมพรางของอคติ การตัดสินใจตามกระแส หรือการตัดสินใจแบบรีบร้อน ซึ่งมักทำให้พลาดโอกาส หรือเดินทางผิดทิศในระยะยาว

แต่การฝึกฝนทักษะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคุณฉลาดมาตั้งแต่เกิด ความจริงคือมันสร้างได้ด้วยการฝึก ตั้งแต่การตั้งคำถามที่ถูกต้อง การมองบริบทให้ครบถ้วน ไปจนถึงการเรียนรู้จากมุมมองที่หลากหลาย และการนำไปใช้จริงในสถานการณ์ที่ซับซ้อน ดังนั้น ผู้นำที่ดีอาจไม่ได้เป็นคนฉลาดมาก่อน แต่ฉลาดขึ้นเพราะฝึกสมองให้ถามลึกกว่าเดิมอยู่เสมอ

ลองคิดดูว่าในองค์กรหรือทีม ถ้าเราสามารถตั้งคำถามแบบผู้นำระดับโลก ไม่ใช่แค่คำถามซ้ำซาก แต่เป็นคำถามที่สะท้อนความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จะเกิดอะไรขึ้นกับทีม จะเกิดอะไรขึ้นกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และองค์กรหรือทีมจะเดินหน้าไปได้ไกลแค่ไหน

แล้วคุณล่ะ วันนี้ตั้งคำถามแบบไหนให้ตัวเองและทีม ?

คำถามไหนที่ทำให้คุณเห็น “ความจริงที่อยู่เบื้องหลัง” มากกว่าแค่ “สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า” ?

และนี่คือคำตอบสำหรับคำถามชวนงงที่เล่าให้ฟังในตอนแรก แต่กว่าจะเข้าใจคำถามนี้อย่างลึกซึ้ง ก็ผ่านไปกว่าค่อนชีวิตแล้ว !

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผู้บริหาร องค์กร