เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
Finance ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
ข่าวในพระราชสำนัก ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
Tech Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
Finance เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
Finance EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
Finance ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
Biz Movement บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
Biz Movement โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
News รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
เศรษฐกิจภูมิภาค กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
ดูทั้งหมด

BREAKTHROUGH THAILAND เสนอปฏิวัติภาษี เพิ่มรายได้รัฐ ฟื้นฟูประเทศหลังโควิด

03 ก.พ. 2564 | 17:25น.

เศรษฐกิจไทยที่ไม่ค่อยดีเป็นทุนเดิมต้องหัวทิ่มทันทีเมื่อได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ขณะเดียวกันทั่วโลกก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้อย่างหนักหนาสาหัส ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้จึงฟื้นยาก แต่ละประเทศไม่สามารถจะหวังพึ่งพาประเทศอื่น ๆ ได้เลย ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลแต่ละประเทศที่จะต้องทำให้เศรษฐกิจของประเทศตัวเองฟื้นให้ได้ แล้วรัฐบาลไทยจะทำอย่างไร ?

การกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้น คือ วิธีที่รัฐบาลทำไปแล้ว แต่หลังจากนั้นจะทำอย่างไรในระยะยาว รัฐบาลมีแนวทาง มีคำตอบหรือยัง ?

บนเวทีสัมมนา BREAKTHROUGH THAILAND 2021 ซึ่งบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จัดขึ้นในรูปแบบ virtual conference มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจสำหรับเป็นทางออกของประเทศไทย นั่นคือ การปฏิรูประบบภาษี จัดเก็บในมาตรฐานและกฎเกณฑ์เดียวกัน อุดรูรั่วเพื่อให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย จะได้มีงบประมาณไปฟื้นฟูประเทศ

ผู้ที่เสนอแนวทางที่ว่านี้คือ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ ดร.คริส เบเคอร์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง และนักประวัติศาสตร์ ที่มีผลงานวิชาการมากมาย

ดร.คริส เบเคอร์-ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร

เริ่มจาก ดร.คริส เบเคอร์ ให้ข้อมูลว่า ธนาคารโลกรายงานว่าปีที่ผ่านมาจำนวนคนจนในเมืองไทยเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านคน ทำให้มีคนจนรวมทั้งหมด 5 ล้านกว่าคน นั่นหมายความว่า ถึงแม้รัฐบาลออกมาตรการชดเชยแล้วก็ยังมีคนที่ตกหล่น และอยู่ในความลำบากอีกจำนวนมาก ถึงแม้คนไทยส่วนหนึ่งจะได้ฉีดวัคซีนในปีนี้ แต่ปัญหาโควิดก็ยังไม่จบ ต้องใช้เวลาอีก 1 ปีเป็นอย่างน้อยกว่าที่เศรษฐกิจจะฟื้นขึ้นมา ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะมีคนจนเพิ่มขึ้นมากพอสมควร

ขณะเดียวกัน ในวิกฤตโควิดมีกลุ่มผู้มั่งคั่งชั้นยอดที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่ามหาศาล เช่น ในสหรัฐอเมริกา คนรวย 614 คนที่รวยที่สุดในประเทศมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นคนละ 5 หมื่นล้านบาท ในอังกฤษ มหาเศรษฐีชั้นยอดมีทรัพย์สินเพิ่มโดยเฉลี่ย 25% เช่นกันกับฝรั่งเศส เยอรมนี

อ.คริสยกการอภิปรายหาทางฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วมาเล่าให้ฟังว่า เมื่อเห็นว่าผู้ที่ได้โอกาสจากวิกฤตมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศในกลุ่ม OECD (กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว) จึงมีการอภิปรายกันว่า การเป็นคนในสังคมเดียวกัน ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ต้องช่วยเหลือกัน ให้คนที่ได้เปรียบจากวิกฤตช่วยคนที่เสียเปรียบ

การอภิปรายในประเทศเหล่านี้มีข้อเสนอว่า ให้เพิ่มภาษีทรัพย์สิน ให้มหาเศรษฐีช่วยให้ประเทศมีรายได้จากภาษีเป็นทุนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่มีคนบอกว่าข้อเสนอนี้เกิดขึ้นยาก เพราะมหาเศรษฐีจะต่อต้าน จึงมีข้อเสนอต่อมาว่าให้ใช้มาตรการเก็บภาษีเฉพาะกิจครั้งเดียว เหมือนที่เคยใช้สมัยหลังสงคราม แต่ก็ยังกลัวว่าคนรวยจะยังต่อต้านอีก เพราะฉะนั้นก็พบว่า แนวทางที่จะเป็นไปได้ คือ volunteer tax เป็นภาษีจิตอาสา ให้คนรวยจ่ายตามความพอใจเท่าไหร่ก็ได้

“ปัญหาคือว่า หลังโควิดรัฐบาลกระเป๋าแห้งแน่นอน ไม่มีเงิน แต่จะต้องหารายได้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม แล้วจะทำยังไงให้ทำได้แบบแฟร์ ๆ ให้ครบทุกคนทั้งคนรวย คนจน คนตรงกลางด้วย”

ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร เปิดประเด็นว่า ในช่วง 2-3 ชั่วอายุคนที่ผ่านมา เอเชียสะสมความมั่งคั่งในภูมิภาคอย่างมากมาย จำนวนคนมั่งคั่งในเอเชียและในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ธุรกิจความมั่งคั่ง หรือธุรกิจ wealth (ธุรกิจให้บริการแนะนำให้คนมีทรัพย์สินใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่หาประโยชน์สูงสุด และเสียภาษีน้อย หรือเป็น 0) ในประเทศไทยกำลังเฟื่องฟู เพราะคนมั่งมีวัยเกษียณที่ใช้บริการธุรกิจนี้มีจำนวนมาก และจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะโครงสร้างประชากรของไทยมีผู้สูงอายุในสัดส่วนที่มาก

“ประเด็นก็คือว่า รัฐบาลที่สมาร์ทจะต้องให้กลุ่มคนมั่งมีเหล่านี้ได้มีส่วนช่วยสังคมด้วยภาษีที่เท่าเทียมเต็มกำลังมากกว่าเดิม”

ศ.ดร.ผาสุกมีประเด็นนำเสนอ 6 ประเด็น ซึ่งหากทำได้จริงจะทำให้ประเทศไทยมีงบประมาณอีกมหาศาลสำหรับพัฒนาประเทศ

1.ใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสทบทวนปัญหาระบบภาษี

“เรามีระบบที่คุ้นเคยมานานจนไม่มีใครคิดว่ามันดีหรือไม่ดี แต่เมื่อเกิดวิกฤตเราก็ต้องทบทวนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และมองเห็นประเด็นใหม่ ๆ เรื่องภาษีเป็นตัวอย่างที่ดี วิกฤตโควิดเป็นโอกาสให้เปลี่ยนแปลงระบบภาษีสู่ความเท่าเทียมและสู่ความรุ่งเรืองด้วยกัน”

2.ระบบภาษีแยกส่วนของไทยไม่แฟร์ กฎเกณฑ์-เงื่อนไขไม่เหมือนกัน

อ.ผาสุกชี้ให้เห็นว่า ระบบภาษีของไทยไม่แฟร์มาก ๆ โดยยกภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาเป็นตัวอย่างอธิบายลงรายละเอียดดังต่อไปนี้

“ภาษีของไทยเป็นแบบแยกส่วน คือมีหลายระบบ และเงินได้ประเภทต่าง ๆ มีข้อกำหนดการหักค่าใช้จ่ายต่างกัน อัตราภาษีต่างกันตามประเภทของรายได้ แบ่งกลุ่มผู้เสียภาษีเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรก กลุ่ม ก. เป็นมนุษย์เงินเดือน มีรายได้หลักเพียงเงินเดือน และ กลุ่ม ข. มนุษย์ทรัพย์สิน มั่งคั่งมีทรัพย์สินมาก มีรายได้หลายประเภท อาจจะเป็นค่าเช่า ดอกเบี้ยเงินปันผล กำไรจากการเล่นหุ้น กำไรจากการลงทุนต่างประเทศ เป็นต้น

ความแตกต่างคือ กลุ่มนาย ก. มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราก้าวหน้า ต่ำสุดร้อยละ 5 สูงสุดร้อยละ 35 ตามขั้นเงินได้ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และต้องกรอกแบบภาษีประจำปีเพื่อเสียให้ครบถ้วนในที่สุด

กลุ่มนาย ข. ที่มีเงินได้จากทรัพย์สินต่าง ๆ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราคงที่ตามที่กฎหมายกำหนดตามประเภทรายได้ เริ่มที่ร้อยละ 0 สูงสุดไม่เกินร้อยละ 15 เสียครั้งเดียวจบ และอาจไม่ต้องกรอกแบบภาษีอีกหากไม่มีธุรกรรมกับนิติบุคคลอื่นใดที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และถึงแม้จะต้องกรอกแบบภาษี ก็ไม่ต้องรายงานรายได้ที่ได้จากการใช้ทรัพย์สินลงทุน เว้นแต่ว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับคืนภาษีจึงจะเขียนใบยื่นแบบภาษี

การหักค่าลดหย่อนสำหรับกลุ่ม ก. มีขอบเขตจำกัดแน่นอน หักมากไม่ได้ สำหรับกลุ่ม ข. มีช่องทางลดหย่อนมากกว่า และมีขอบเขตไม่แน่นอน

คนมีทรัพย์สินมาก ๆ ที่พูดถึงนี้มักจะอยู่ในกลุ่มผู้มั่งคั่งชั้นยอดของประเทศที่เรียกว่า Top 1% และกลุ่มรองลงมา คือ Top 5% และ Top 10%

กลุ่ม ข. ที่มีทรัพย์สิน เสียภาษีอัตราร้อยละ 0-15 ที่มารายได้ที่เสียร้อยละ 0 มีหลายประเภทมาก เช่น กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย, เงินได้จากการลงทุนในต่างประเทศซึ่งไม่เอาเงินได้กลับเข้ามาในปีเดียวกัน, เงินปันผลหุ้นบริษัทที่ได้รับสิทธิพิเศษจาก BOI, รายได้จากค่าเช่าบ้าน การให้กู้เงินแบบปากเปล่า ธุรกิจที่ทำบัญชีขาดทุนทั้งที่ความจริงมีกำไร และธุรกิจ-กิจกรรมผิดกฎหมายที่อยู่นอกระบบ

ที่อธิบายมาคือระบบภาษีแบบแยกส่วนของเราที่ไม่แฟร์ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาไม่มีระบบภาษีแบบนี้ แต่มีระบบภาษีระบบเดียวที่ใช้กับทุกคน เรียกว่า ระบบภาษีแบบบูรณาการ (integrated tax system) ทุกคนเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องกรอกแบบภาษีและลงรายการรายได้ทุกประเภทในแบบฟอร์มเดียวกัน แล้วจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 5-35% ตามขั้นรายได้เหมือนกันหมด”

3.บุคคลมั่งคั่งมีทางเลี่ยงภาษีมากมาย แต่มนุษย์เงินเดือนไม่มี

ศ.ดร.ผาสุกกล่าวว่า มนุษย์เงินเดือนและมนุษย์ทรัพย์สินผู้มั่งคั่งมีโอกาสเลี่ยงภาษีมากน้อยต่างกัน คือ มนุษย์เงินเดือนไม่มีโอกาสเลี่ยงภาษีเพราะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ขณะที่มนุษย์ทรัพย์สินมีช่องทางเลี่ยงมากมาย

4.ระบบภาษีแยกส่วนทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ได้น้อยกว่าที่ควร

“ผลของภาษีแยกส่วน คือ มีคนจำนวนมากที่นั่งเล่นหุ้นอยู่บ้าน เสียภาษีเท่ากับ 0 หรือนั่งอยู่บ้านลงทุนในต่างประเทศ หรือใช้บริการธุรกิจ wealth ไปลงทุนต่างประเทศแล้วไม่เอาเงินเข้ามาในปีเดียวกันก็เสียภาษี 0 ส่งผลให้ไทยมีฐานภาษีรายได้บุคคลธรรมดาแคบลง เพราะคนที่มีรายได้สูง ๆ มีโอกาสหลุดรอดจากระบบภาษี หรือสามารถหักค่าลดหย่อนได้มาก จนทำให้ฐานภาษีที่ต้องเก็บหดตัวลง”

คณะวิจัยของ อ.ผาสุก พบว่าในปี 2560 ไทยเก็บภาษีเงินได้บุคลธรรมดาได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเท่ากับเกือบ 1% ของจีดีพี และใกล้เคียงกับงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแห่งชาติ ซึ่งในปีนั้นใช้เงิน 1.2 แสนล้านบาท

5.เสนอปฏิวัติระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้เป็นแบบบูรณาการ

ศ.ดร.ผาสุกเสนอให้ปฏิวัติระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เป็นแบบแยกส่วนให้เป็นระบบเดียวที่บูรณาการตามหลักการสากล ให้ทุกคนเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าตามขั้นบันไดเงินได้ในมาตรฐานเดียวกัน

“ระบบบูรณาการทุกคนจะต้องรายงานภาษีทุก ๆ อย่างเข้าไปในแบบฟอร์มเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือมนุษย์ทรัพย์สิน ดังนั้นจะไม่มีใครสามารถนั่งอยู่บ้านเล่นหุ้นแล้วเสียภาษีเงินได้เป็น 0 หรือเอาเงินไปลงทุนต่างประเทศ เสียภาษีที่ประเทศเขาแต่ไม่เสียภาษีในประเทศไทย ดังนั้นเราจะมีภาวการณ์ที่ระบบภาษีทำให้เราเท่าเทียม คือ ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด ถ้าเงินได้เท่ากันต้องเสียภาษีเท่ากัน”

6.แนะเก็บภาษีการซื้อ-ขายที่ดินจากราคาจริง

อ.ผาสุกเสนอแนะว่ามีอีกหนึ่งวิธีที่จะเพิ่มภาษีตามมาตรฐานสากล คือ การซื้อ-ขายที่ดินปัจจุบันเก็บภาษีตามราคาประเมิน ซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อ-ขายจริง ให้เปลี่ยนเป็นเก็บภาษีจากกำไรของราคาซื้อ-ขายจริง

“อยากจะขอบใจโควิดที่เปิดโอกาสให้เราได้ทบทวนระบบภาษีของเราว่าไม่แฟร์อย่างไร แล้วเราจะสามารถมีความเท่าเทียมกัน แล้วรัฐบาลจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1-5% ของจีดีพี ซึ่งเราเอาไปทำอะไรได้หลาย ๆ อย่าง มากกว่าเพียงสร้างถนนหรือสร้างระบบเก็บขยะ เราพร้อมหรือยังคะที่จะเสมอหน้ากันด้วยภาษี”

อ.ผาสุกบอกอีกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยทำผิดพลาดมากมายเกี่ยวกับระบบภาษี ที่จริงแล้วกรมสรรพากร และกระทรวงการคลังทราบดีเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แต่ติดปัญหาทางการเมือง ฝ่ายวิชาการของกระทรวงการคลังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันภาษี แต่มักจะไปติดอยู่ที่รัฐบาล

“ถ้าสามารถปรับระบบภาษีโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนอัตราการจัดเก็บภาษีเลย รัฐบาลจะมีรายรับจากภาษีได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1% หรืออาจจะได้ถึง 5% หรือมากกว่า เป็นข้อมูลจากธนาคารโลกที่ศึกษาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 พบว่า การที่ประเทศไทยไม่เจริญเติบโตอย่างที่เราต้องการ ไม่เป็นสังคมเสมอภาค ไม่มีสวัสดิการที่ดีอย่างประเทศอื่น ๆ เพราะว่าเรามีความรั่วไหลในเรื่องภาษีมาก ถ้าเราอุดรูรั่วไหลต่าง ๆ เราสามารถจะเพิ่มรายรับได้ 5% ของจีดีพี อย่างที่บอกไปแล้วว่า 1% ของจีดีพีก็จ่ายกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าฯได้แล้ว ถ้าเราเก็บได้เพิ่ม 5% เราสามารถจะทำอะไรได้มากขึ้นอีกเยอะเลย แล้วเศรษฐกิจของเราก็จะเจริญเติบโต สังคมเราก็จะดีขึ้นด้วย” ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร กล่าว

นี่คือข้อเสนอแนะที่มองเห็นเป็นรูปธรรมมาก ๆ เท่าที่มีการเสนอแนะแนวทางฝ่าวิกฤตและฟื้นฟูประเทศมา แต่ความเป็นไปได้จะมาหรือน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะรับฟังและกล้าพอจะทำหรือไม่ ?

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาษี