ปศุสัตว์ผนึกกรมการค้าภายใน เร่งเครื่องเตรียมประกาศ “ราคาแนะนำโคเนื้อ” ช่วยเกษตรกร 1.4 ล้านราย ยกระดับรายได้ หลังถูกกดราคารับซื้อ ส่งออกแผ่วหลังโควิด
น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเตรียมจัดทำโครงสร้างราคาโคเนื้อ สำหรับกำหนดราคาแนะนำในการจำหน่ายเนื้อวัว ในลักษณะคล้ายกับราคาแนะนำเนื้อสุกร ซึ่งจะทำให้ทราบข้อมูลว่าราคาหน้าเขียงจำหน่ายเท่าไร และราคาจำหน่ายหน้าฟาร์มควรจะเป็นเท่าไร เพื่อช่วยลดปัญหาการกดราคารับซื้อ

“ทางกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะมีอำนาจกำหนดราคาตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 แต่อำนาจของปศุสัตว์ไม่มีเรื่องนี้ ทางปศุสัตว์จึงจะชวนทางพาณิชย์มาร่วมกัน โดยเราจะต้องมาดูว่าการเลี้ยงวัวขุนต้นทุนเฉลี่ยกี่บาท และให้สมาคมโคเนื้อเป็นผู้ประกาศราคาแนะนำ คล้ายกับราคาหมู ให้ทั่วประเทศรับรู้”
นสพ.สมชวนกล่าวถึงสถานการณ์โคเนื้อในปัจจุบันว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยประสบปัญหาถูกกดราคารับซื้อ ทั้งที่ปริมาณโคเนื้อที่ผลิตได้ไม่เพียงพอ ทั้งยังประสบปัญหาต้นทุนอาหารสำหรับใช้เลี้ยงวัวปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรจำเป็นต้องดูแลเรื่องโครงสร้างราคา จากการดูดีมานด์-ซัพพลาย
“ภาวะตลาดส่งออกโคเนื้อ เดิมเคยส่งออกได้ โดยไปทาง สปป.ลาว ทะลุไปเวียดนามและไปจีน แต่พอเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดส่งออกไม่ได้ ทำให้ตลาดหายและหลังโควิดส่งออกได้น้อยมาก และคนหันมาเลี้ยงวัวมากขึ้นในช่วงโควิด ทำให้มีซัพพลายเพิ่มขึ้น ราคาลดลง ซึ่งแนวทางในการแก้ปัญหาเราก็ใช้มาตรการลดการนำเข้าโคมีชีวิตและเนื้อจากต่างประเทศ แก้ปัญหานำเข้าเถื่อน”
ทั้งนี้ ปี 2566 มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเป็นผู้เลี้ยงวัวเนื้อ 1.4 ล้านราย มีจำนวนวัว 9.65 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มีจำนวน 9.3 ล้านตัว โดยลักษณะการเลี้ยงวัวมีทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มพ่อแม่พันธุ์ ราคาสูง มีประมาณ 5% กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่เลี้ยงวัวขุนพรีเมี่ยม ผสมสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศและเลี้ยง โดยวิธีกำหนดสูตรอาหาร เพื่อให้ได้คุณภาพเนื้อที่มีไขมันแทรกแบบที่เป็นที่นิยมในตลาด กลุ่มนี้มีศักยภาพพอไปได้ แต่มีสัดส่วนไม่มาก 30% ของวัวทั้งหมด
กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่เลี้ยงวัวแบบลูกผสม น่าจะมีสัดส่วนมากกว่า 40% เป็นกลุ่มชาวบ้านเลี้ยงจำนวนมากและประสบปัญหาถูกกดราคารุนแรงที่สุด และกลุ่มอื่น ๆ คือ กลุ่มที่เลี้ยงแบบเติบโตตามธรรมชาติไม่ได้ดูแลมาก เป็นกลุ่มเงินออม ซึ่งจะประสบปัญหาเรื่องราคาบ้าง แต่ด้วยความที่เลี้ยงเพื่อออม ถ้าราคาไม่ดีก็จะไม่ขาย
“ปัญหาหลักโคเนื้อมีผู้ผลิตที่หลากหลายทั้งรายใหญ่และเล็ก ไม่มีเจ้าภาพหลัก ซึ่งแนวทางสำคัญควรจะต้องมีการสร้างเครือข่ายโคเนื้อ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยงเหมือนกับที่เคยทำกับเครือข่ายการเลี้ยงแพะสำเร็จ สามารถส่งออกได้ปีละหลายแสนตัว ทำให้มีราคาจำหน่ายขยับสูงขึ้นไปถึง 130 บาทต่อ กก.”
นสพ.สมชวนกล่าวว่า แนวทางในการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์ จะต้องทำเป็นทางเลือกให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้ให้สามารถเลือกเลี้ยงเป็นรายได้เสริมจากกิจกรรมอื่นได้ และต้องสร้างเครือข่ายเกษตรกรที่เข้มแข็ง กำหนดโครงสร้างราคาที่ชัดเจน และจะต้องส่งเสริมการเปิดตลาดส่งออกไปต่างประเทศ
ขณะที่ในฝั่งวัวนม ซึ่งปี 2566 มีผู้ขึ้นทะเบียนการเลี้ยง 22,507 ราย มีจำนวนวัว 774,461 ตัว ลดลงจากปี 2565 ที่มีเกษตรกร 24,117 ราย จำนวนวัว 812,235 ตัว ทางกรมปศุสัตว์จึงมีแผนควิกวิน เพื่อแก้ปัญหาราคาอาหารข้นที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งโดยปกติวัวนมต้องเลี้ยงด้วยอาหารหยาบ 60% และอาหารข้น 40% เกษตรกรไทยใช้อาหารข้น 60% และอาหารหยาบ 40% เพราะที่ดินปลูกหญ้าสำหรับทำเป็นอาหารหยาบมีน้อยจึงมักจะใช้ไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ขณะเดียวกันสหกรณ์ก็จำหน่ายอาหารข้นด้วยจึงมีการส่งเสริมการใช้อาหารข้นมากขึ้น
ดังนั้น กรมจึงต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการเลี้ยงโดยการทำข้าวโพดหมัก (คอนไซเลจ) มากขึ้น ซึ่งทางกรมปศุสัตว์จะเพิ่มพื้นที่ปลูกหญ้า-ข้าวโพดมากขึ้น โดยจะปลูกในพื้นที่กรมปศุสัตว์ที่ลำพญากลาง 5,000 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตมากกว่า 730 กก./ไร่ พร้อมทั้งนำนวัตกรรมเสริมประสิทธิภาพการปลูกตามนโยบายนวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางไว้ เป้าหมายเพิ่มการปลูกให้ได้ปีละ 3 รอบ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบฯ 63 ล้านบาท
โดยผลผลิตจะนำมาทดลองจำหน่ายนำร่องให้เกษตรกรในบริเวณใกล้เคียง จ.ลพบุรี และสระบุรี ในระดับราคา 2 บาท/กก. ต่ำกว่าราคาตลาดที่ขายได้ 3 บาท/กก. เพื่อนำเงินรายได้มาหมุนเวียนปลูกพืชเพื่อทำอาหาร ซึ่งหากประสบผลสำเร็จจะขยายพื้นที่การปลูกเพิ่มต่อไป เพราะนอกจากจะขายในประเทศแล้วยังสามารถส่งออกได้อีกด้วย