ไข่ไทยเจอศึก “ต้นทุน-ไข่เถื่อน” จี้รัฐสกัดชายแดน รักษาสมดุลตลาด
อุตสาหกรรมไข่ไก่ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ ทั้งจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ยังอยู่ในระดับสูง และปัญหาการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีราคาถูกกว่าและตรวจสอบมาตรฐานได้ยาก กระทบต่อกลไกราคาภายในประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงด้านโรคระบาด
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ผู้นำอุตสาหกรรมไข่ไก่ยังยืนยันว่า ระบบบริหารพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ปีละ 440,000 ตัว ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาสมดุลตลาด หลังอุตสาหกรรมเคยเผชิญบทเรียนราคาไข่ตกต่ำเหลือฟองละ 1.70-1.80 บาท ในช่วงปี 2560-2561 จากการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ จนแม่ไก่ในระบบเพิ่มขึ้นเกินความต้องการ และผลผลิตล้นตลาด
บทเรียนไข่ล้นตลาด ราคาดิ่งต่ำกว่าทุน
รายงานจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ระบุว่า อุตสาหกรรมไข่ไก่ไทยเป็นห่วงโซ่การผลิตขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ การเลี้ยงไก่ไข่ การผลิตอาหารสัตว์ การรวบรวมผลผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงผู้บริโภค
แม้ไข่ไก่จะเป็นแหล่งโปรตีนราคาประหยัดในครัวเรือนไทย แต่เบื้องหลังของสินค้าในชีวิตประจำวันนี้ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างละเอียด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเกษตรกร เอกชน และผู้บริโภค
บทเรียนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2560-2561 เมื่อมีการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ทำให้จำนวนแม่ไก่ในระบบเพิ่มสูงขึ้น เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาด และทำให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำเหลือเพียงฟองละ 1.70-1.80 บาท ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต เกษตรกรขาดทุนเป็นวงกว้าง
วิกฤตดังกล่าวทำให้คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board รวมถึงทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม ต้องปรับแนวทางบริหารจัดการ จากเดิมที่เน้นการเพิ่มผลผลิต มาเป็นระบบ “ตลาดนำการผลิต” โดยใช้ข้อมูลการบริโภคและความต้องการของตลาดเป็นตัวกำหนดปริมาณการผลิต
จากเดิมที่เคยนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่มากกว่า 630,000 ตัวต่อปี ได้ปรับลดลงเหลือ 440,000 ตัวต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ในปัจจุบัน และช่วยให้ตลาดไข่ไก่มีเสถียรภาพมากขึ้น
โควตา 440,000 ตัว ยังตอบโจทย์ประเทศ
นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยกำหนดปริมาณการผลิตโดยอิงความต้องการบริโภคสูงสุดของประเทศ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 42-43 ล้านฟองต่อวัน เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าขาดแคลนในช่วงที่ความต้องการสูงสุดของปี
ข้อมูลในอุตสาหกรรมระบุว่า พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ 440,000 ตัว ทำให้ประเทศไทยมีแม่ไก่ยืนกรงประมาณ 51-52 ล้านตัว และผลิตไข่ไก่ได้เฉลี่ยวันละ 43 ล้านฟอง เพียงพอต่อการบริโภคของคนไทยทั้งประเทศ
นายมงคลกล่าวว่า การจำกัดปริมาณนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ 440,000 ตัว ไม่มีทางทำให้ไข่ขาดตลาด เพราะปัจจุบันไทยยังมีผลผลิตเพียงพอ ขณะที่แนวโน้มประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้การบริโภคไม่ได้ขยายตัวรวดเร็วเหมือนอดีต
ส่วนการเพิ่มมูลค่าด้วยการผลิตไข่อินทรีย์ แม้เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ยังมีต้นทุนสูง และตลาดยังมีขนาดไม่มากพอที่จะรองรับผลผลิตในวงกว้าง
“ไข่เถื่อน” กดราคา เสี่ยงโรคระบาด
อย่างไรก็ตาม แม้ระบบบริหารจัดการปริมาณการผลิตจะช่วยรักษาเสถียรภาพตลาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ผู้ประกอบการมองว่าปัญหาเร่งด่วนขณะนี้คือการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีรายงานการจับกุมต่อเนื่องในหลายพื้นที่ชายแดน
นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กล่าวว่า ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีปัญหาการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จำนวนมาก เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย ทำให้ราคาไข่ไก่ถูกกว่ามาก บางพื้นที่มีการจำหน่ายหลายแผงในราคา 100 บาท จนเกิดแรงจูงใจให้ลักลอบนำเข้ามาขายในประเทศ

“สินค้าลักลอบนำเข้าอาจมีราคาถูกกว่า แต่คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยไม่สามารถตรวจสอบได้”
ปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะราคาตลาด แต่ยังสร้างความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารและโรคระบาด เพราะไข่ไก่หรือบรรจุภัณฑ์จากต่างประเทศที่ลักลอบเข้ามาไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จี้รัฐสกัดชายแดนเข้ม
นายพรชัย เอี่ยมสงวนนิจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่ กล่าวว่า ปัจจุบันการนำเข้าไข่ไก่แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ การค้าชายแดนตามปกติ และการลักลอบนำเข้าในปริมาณมาก
ปัญหาหลักคือไข่จากประเทศเพื่อนบ้านมีราคาถูกกว่าไทย เพราะต้นทุนการผลิตต่ำกว่า เมื่อเข้ามาขายในประเทศโดยผิดกฎหมายจึงกระทบกลไกราคาตลาดโดยตรง
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านโรคระบาดที่อาจติดมากับไข่หรือบรรจุภัณฑ์ จึงขอให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมช่วยกันสอดส่อง พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเพิ่มมาตรการสกัดกั้นและเฝ้าระวังตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด
ประเด็นไข่เถื่อนจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญต่ออุตสาหกรรม เพราะหากปล่อยให้สินค้าผิดกฎหมายเข้ามากดราคา จะกระทบต่อระบบบริหารตลาดที่พยายามรักษาสมดุลมาหลายปี
ต้นทุนอาหารสัตว์ยังเป็นแรงกดดัน
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือ คือ ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่
เกษตรกรหลายรายสะท้อนว่า ราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองในประเทศยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ของไทยสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ต้นทุนอาหารสัตว์ถือเป็นต้นทุนหลักของการเลี้ยงไก่ไข่ หากราคาวัตถุดิบยังทรงตัวสูง ในขณะที่ตลาดไม่สามารถปรับราคาขายได้ตามต้นทุนทั้งหมด เกษตรกรรายเล็กและรายกลางจะเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องมากขึ้น
ธุรกิจไก่ไข่ลงทุนสูง ตัวละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
นายมงคลกล่าวว่า การเลี้ยงไก่ไข่ในปัจจุบันเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง ไก่ไข่หนึ่งตัวมีต้นทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ยังไม่รวมค่าโรงเรือน อุปกรณ์ และระบบบริหารจัดการต่าง ๆ
ดังนั้น ผู้เลี้ยงต้องควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ใกล้เคียงมาตรฐานสายพันธุ์มากที่สุด โดยแม่ไก่ 1 ตัวสามารถออกไข่ได้ถึง 350 ฟองตลอดอายุการไข่ 80 สัปดาห์ หรือเฉลี่ยประมาณ 305 ฟองต่อปี
หากไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ เกษตรกรมีโอกาสขาดทุนได้ง่าย แม้ราคาขายไข่ไก่จะดูอยู่ในระดับเหมาะสมก็ตาม
“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ประกอบการทุกคนต้องตระหนักว่าอาชีพนี้มีการลงทุนสูงมาก ต้องช่วยกันรักษาสมดุลระหว่าง Demand และ Supply อย่าขยายการเลี้ยงเพิ่มมากเกินไป ไม่เช่นนั้นจะสร้างปัญหาให้ตลาด และทุกคนอาจกลับไปขาดทุน”
ทางรอดคือไม่เพิ่มผลิต-ปลดไก่ตามเกณฑ์
เมื่อถามถึงทางรอดของอุตสาหกรรม ผู้นำภาคธุรกิจเห็นตรงกันว่า ผู้ประกอบการต้องไม่เร่งเพิ่มการผลิต และต้องปลดไก่ยืนกรงตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด
แนวทางดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมปริมาณไข่เข้าสู่ตลาด ไม่ให้เกิดภาวะล้นจนกระทบต่อราคา
ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งรณรงค์การบริโภคไข่ภายในประเทศให้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันคนไทยบริโภคไข่เฉลี่ย 235 ฟองต่อคนต่อปี ขณะที่มาเลเซีย จีน และญี่ปุ่น มีการบริโภคไข่มากกว่า 300 ฟองต่อคนต่อปี
การเพิ่มการบริโภคในประเทศจึงเป็นทางออกระยะยาวที่ช่วยดูดซับผลผลิตโดยไม่ต้องพึ่งการลดราคาหรือการระบายส่วนเกินเพียงอย่างเดียว
เพิ่มกินไข่คนละ 1 ฟองต่อสัปดาห์ ดันตลาดโต 3,300 ล้านฟอง
รายงานจากกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่ ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยประมาณ 235 ฟองต่อคนต่อปี หรือประมาณ 4.5 ฟองต่อสัปดาห์
หากสามารถเพิ่มการบริโภคได้เพียงคนละ 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือ 52 ฟองต่อคนต่อปี เมื่อคำนวณจากประชากร 65 ล้านคน จะทำให้เกิดการบริโภคไข่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3,300 ล้านฟองต่อปี
ปริมาณการบริโภคที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะทำให้อุตสาหกรรมสามารถขยายการผลิตได้อีกประมาณ 18% หลังจากไม่ได้ขยายกำลังการผลิตมามากกว่า 7 ปี
นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป คือการเปลี่ยนจากการถกเถียงเรื่องปริมาณผลิต ไปสู่การสร้างตลาดใหม่ภายในประเทศผ่านการบริโภคที่เพิ่มขึ้น
กองทุนไข่ไก่สะสม 130 ล้าน พยุงตลาดยามวิกฤต
กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2563 เพื่อเป็นกลไกดูแลเสถียรภาพของอุตสาหกรรม
รายได้ของกองทุนมาจากการจัดเก็บเงินสมทบจากผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่และพันธุ์ไก่ไข่ 16 บริษัท รวมประมาณปีละ 22 ล้านบาท
ตลอดกว่า 6 ปีที่ผ่านมา กองทุนสะสมเงินรวมกว่า 130 ล้านบาท และนำไปใช้ในมาตรการช่วยเหลือเมื่อเกิดวิกฤตราคาไข่ตกต่ำ เช่น การชดเชยการส่งออก การชดเชยการปลดแม่ไก่ยืนกรง และการสนับสนุนการแปรรูปไข่เพื่อลดปริมาณไข่ส่วนเกินในตลาด
กลไกกองทุนจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการประคองตลาดในช่วงที่ราคาไข่ผันผวน หรือมีผลผลิตเกินความต้องการ
รักษาสมดุลคือหัวใจอุตสาหกรรม
เสียงสะท้อนจากเวทีประชุมครั้งนี้ชี้ว่า อุตสาหกรรมไข่ไก่ไทยได้ผ่านบทเรียนสำคัญจากวิกฤตราคาในอดีต และสามารถสร้างระบบบริหารจัดการที่ช่วยรักษาสมดุลตลาดได้ในระดับหนึ่ง
แต่ความท้าทายในอนาคตยังมีหลายด้าน ทั้งการลักลอบนำเข้าไข่ไก่ ต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูง ความเสี่ยงด้านโรคระบาด และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
ข้อเรียกร้องร่วมของผู้ประกอบการและเกษตรกร คือการคงระบบบริหารจัดการพ่อแม่พันธุ์ให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภค เร่งปราบปรามไข่ผิดกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งเสริมให้คนไทยบริโภคไข่มากขึ้น
ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมไข่ไก่จะอยู่รอดได้ ไม่ใช่เพราะการเพิ่มผลผลิตให้มากที่สุด แต่เพราะการรักษาสมดุลให้พอดี ระหว่างต้นทุน ผู้ผลิต ตลาด และผู้บริโภค
หากรัฐสามารถสกัดไข่เถื่อน ลดแรงกดดันต้นทุนอาหารสัตว์ และภาคอุตสาหกรรมรักษาวินัยการผลิตได้ต่อเนื่อง ไข่ไก่ไทยจะยังเป็นแหล่งโปรตีนราคาประหยัดของครัวเรือนไทย และเป็นอาชีพที่ยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว