ปั้มหน้ากากอนามัย 38 ล้านชิ้น ลดภาษีเครื่องจักร เข้าครม. พรุ่งนี้
“จุรินทร์” จี้ 11 โรงงานเร่งกำลังการผลิตหน้ากากอนามัยเพิ่ม 2 ล้านชิ้นต่อวัน ชง ครม.ช่วยเยียวยาต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าพุ่ง- ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร ช่วยผู้ผลิตตรึงราคาจำหน่ายชิ้นละ 2.50 บาท พร้อมประสานดีอีเอาจริงค้าออนไลน์โก่งราคา
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ผลการพิจารณามาตรการแก้ไขปัญหาหน้ากากอนามัย ภายหลังประชุมร่วมกับผู้ผลิตหน้ากากอนามัย 11 โรงงาน ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข จากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และองคการเภสัชกรรม โรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัย สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ในวันนี้ ถึง 5 ประเด็น คือ การผลิต การกระจายหน้ากาก การส่งออก มาตรการที่รัฐช่วยเหลือ และการดำเนินคดี ก่อนจะนำเรื่องนี้หารือกับคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 มีนาคมนี้
ในด้านการผลิตนั้น ได้ขอให้โรงงานเพิ่มกำลังการผลิต อีก 2 ล้านชิ้น จากขณะนี้โรงงานผลิต 11 โรง มีกำลังการผลิตรวม 36 ล้านชิ้นต่อเดือน เพิ่มเป็น 38 ล้านชิ้นต่อเดือน ส่วนประเด็นที่นำเข้าวัตถุดิบจากจีน ไต้หวันและอินโดนีเซีย นับแจ้งว่าปัจจุบันไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากจีนได้ สำหรับไต้หวันนำเข้าได้ลดลง ส่วนอินโดนีเซียยังนำเข้าได้แต่ได้มีการเลื่อนเวลาการส่งออกและขึ้นราคาวัตถุดิบเกือบเท่าตัวจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา มาตรการช่วยเหลือเพื่อให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายได้ ในราคาที่กำหนดชิ้นละ 2.50 บาท และให้ความช่วยเหลือเรื่องการนำเข้าเครื่องจักรปลอดภาษี เช่น เครื่องจักรผลิตฟิลเตอร์ เพื่อแก้ปัญหาการนำเข้าวัตถุดิบ
“ให้กรมการค้าภายในไปจัดทำรายละเอียดความช่วยเหลือ ถ้ามีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจริงโดยดูจากต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าและองค์ประกอบอื่นๆ ก็จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อที่จะเข้าไปช่วยเหลือต่อไปเพื่อให้เดินหน้าผลิตต่อได้ และจำหน่ายในราคาที่กำหนด ชิ้นละ 2.50 บาท “
สำหรับการกำกับดูแลการผลิต ทางกระทรวงพาณิชย์จะส่งตัวแทนเข้าไปประจำอยู่ที่โรงงาน เพื่อรับแจ้งปริมาณการผลิตและกำกับดูแลในเรื่องของสต๊อกให้ได้ตัวเลขที่ชัดเจน และตัวเลขการผลิตทั้งหมดนั้นจะส่งมาที่ศูนย์กระจายหน้ากากอนามัยซึ่งประกอบด้วยผู้แทนของกรมการค้าภายใน และตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุข
ส่วนการกระจายหน้ากากอนามัย จะมีการจัดตั้งศูนย์กระจายหน้ากากอนามัยสำหรับการจัดสรรหน้ากากอนามัยไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเข้าใจหน้ากากไปยังกระทรวงสาธารณะสุขแล้ว 350,000 ชิ้นต่อวัน รวม 3,450,000 ชิ้น แต่จากนี้ไปจะแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการในการกระจายหน้ากากอนามัยไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เพราะในส่วนของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนแจ้งว่ายังมีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการจะให้กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการทบทวนตัวเลขและหารือร่วมกับสถานพยาบาลทุกสังกัดแล้วนำตัวเลขมาบริหารจัดการร่วมกันในศูนย์กระจายหน้ากากอนามัย
ส่วนการส่งออกนั้น ตนได้ลงนามประกาศว่าจากนี้ไปการส่งออกหน้ากากอนามัยจะต้องขออนุญาตทุกกรณี แม้จะนำออกชิ้นเดียวก็ต้องขออนุญาตยกเว้นผู้ป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ที่เดินทางไปต่างประเทศและมีความจำเป็นที่จะต้องมีหน้ากากอนามัยเป็นกรณียกเว้นเท่านั้น ส่วนการขออนุญาตินำหน้ากากอนามัยที่ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องให้ส่งออกได้
นายจุรินทร์ กล่าวว่า การดำเนินคดีได้รับแจ้งจากท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ในฐานะประธานวอร์รูมว่าได้ดำเนินคดีกับผู้ที่จำหน่ายหน้ากากอนามัยราคาแพงเกินสมควรไปแล้ว 31 คดีและกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาไปอีก 20 คดีรวมเป็น 51 คดี กรณีขายเกินราคานั้นจะมีโทษจำคุกเจ็ดปีปรับ 140,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับซึ่งทั้ง 31คดีได้ส่งเรื่องให้สอบสวนและส่งเรื่องให้อัยการดำเนินการต่อไป
โดยแบ่งเป็นการขายที่หน้าร้านระบบออฟไลน์ 46 คดีและคดีออนไลน์ 5 คดีที่ได้ดำเนินการส่งคณะกรรมการสอบสวนไป
“กรณีคดีออนไลน์ที่มีการประกาศขายขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์จะขอความร่วมมือจากกระทรวงดีอี ในการที่จะเข้าไปสืบค้นการโพสต์ขายออนไลน์เพื่อจัดการกับผู้ที่กระทำผิดที่ขายในราคาแพงเกินควร และกรณีของแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เป็นแหล่งที่ทำให้ผู้ขายหน้ากากอนามัยเกินราคามาโพสจะดำเนินคดีด้วย และเพิ่มเติมในประกาศพรบว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ(กกร.)ให้นำเข้าต้องแสดงสต๊อกด้วย เพื่อเช็คมีการกักตุนและขายแพงเกินจริงในระบบการค้าปกติหรือไม่”
พร้อมกันนี้ ได้เร่งรัดการผลิตหน้ากากทางเลือก ซึ่งเดิมที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคได้เร่งผลิตก็จะขอให้กระทรวงสาธารณสุขได้ช่วยเน้นในการประชาสัมพันธ์ว่าหน้ากากผ้าสามารถเป็นหน้ากากทางเลือกที่จะช่วยป้องกันโควิด-19 ได้ เพื่อช่วยเป็นทางเลือกประชาชนด้วย