เทงบฯ 7 หมื่นล้านยกเครื่องชลประทานปี’65
ห่วงแล้งน้ำไม่พอ “กรมชลประทาน” อัดงบฯ 7 หมื่นล้านบาทปี’65 ลงทุนก่อสร้างพัฒนาแหล่งน้ำ ซ่อมระบบชลประทาน โครงการศึกษาสํารวจออกแบบ สร้างแหล่งน้ำเพิ่มแก้ท่วม-แล้ง กว่า 9.5 พันรายการ พร้อมทุ่มอีก 4.4 พันล้านบาท จ้างแรงงานช่วงฤดูแล้ง 75,000 คน อุ้มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกรมส่งเสริมการเกษตร
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมมีความกังวลน้ำต้นทุนเพาะปลูกนาปรังลุ่มเจ้าพระยาเกินแผนไปแล้ว 3.63 ล้านไร่ จากที่วางไว้ 2.81 ล้านไร่ ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันเขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 13,252 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 6,556 ล้าน ลบ.ม.
แต่ได้มีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,485 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งปริมาณน้ำที่มีอย่างจำกัดจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัดให้เป็นไปตามแผน เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภคต้องไม่ขาดแคลน
โดยล่าสุดปี 2565 กรมชลประทานได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายลงทุน 70,135 ล้านบาท เพื่อดําเนินงานก่อสร้าง งานปรับปรุง ซ่อมแซม โครงการศึกษาสํารวจออกแบบ งานขุดลอก โครงการระบบส่งน้ำ สถานีสูบน้ำไฟฟ้า ระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ โครงการอ่างเก็บน้ำ งานเพิ่มประสิทธิภาพ รวมกว่า 9,554 รายการ

โดยในจำนวนนี้มีโครงการดําเนินงานก่อสร้างด้านพัฒนาแหล่งน้ำ 502 รายการ ซึ่งอยู่ภายใต้งบประมาณ 28,419 ล้านบาท หากดำเนินโครงการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 1,506,548 ไร่ ปริมาณเก็บกักน้ำ 1,092.19 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)
ทั้งนี้ เฉพาะด้านการพัฒนาแหล่งน้ำจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จมี 234 รายการ ภายใต้งบประมาณ 8,470.54 ล้านบาท เมื่อดําเนินการแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 162,400 ไร่ เพิ่มปริมาตรเก็บกักน้ำ 140 ล้าน ลบ.ม. และมีครัวเรือนรับประโยชน์ 57,986 ครัวเรือน ส่วนงานก่อสร้างที่สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 141 รายการ ภายใต้งบประมาณ 5,269 ล้านบาท
“หากดำเนินการแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 162,400 ไร่ มีครัวเรือนรับประโยชน์ 32,755 ครัวเรือน และงานก่อสร้างที่สามารถเพิ่มปริมาตรเก็บกัก 93 รายการ ภายใต้งบประมาณ 3,200 ล้านบาท เมื่อดําเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาตรเก็บกักน้ำ 140 ล้าน ลบ.ม. และมีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 25,231 ครัวเรือน
นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว 75,000 คน ผ่านโครงการจ้างแรงงานชลประทาน ภายใต้งบประมาณ 4,465 ล้านบาท ระยะเวลาการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 1-10 เดือน คิดเป็นค่าจ้างแรงงานต่อคนอยู่ที่ประมาณ 8,700 บาทต่อเดือน หรือถึง 87,000 บาท หากจ้าง 10 เดือน แรงงานกลุ่มนี้จะเข้าไปช่วยซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ”
ทั้งนี้ เป้าหมายกรมชลประทานในปีงบประมาณ 2565 จะมุ่งสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 606,416 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ถึง 377,615 ครัวเรือน รวมถึงการร่วมบูรณาการทำงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง