บีโอไอย้ำแพ็กเกจส่งเสริมลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด “เหนือกว่า” เวอร์ชั่น EV 3.5 เร่งค่ายรถลงทุน มั่นใจปี 2566 รถยนต์ EV ปลุกนักลงทุน-ผู้ใช้ในประเทศเพียบ หลังค่ายจีนทยอยเจรจาต่อเนื่อง
ล่าสุด “GAC AION” หรือกวางโจว ออโต้ฯพร้อมหอบเงินลงทุนเข้าไทย ด้านกระทรวงอุตสาหกรรม-พลังงาน ในฐานะฝ่ายเลขาฯบอร์ด EV ไม่ทิ้งแผน EV 3.5 รอเก็บตกค่ายที่ยื่นและผลิตไม่ทัน ขณะที่ ส.อ.ท.ยันปีนี้ EV มาแรง 2 เดือนแรกแห่จดทะเบียนใหม่ทะลุ 700%
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่หรือยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า ได้รับสิทธิประโยชน์ที่มากที่สุด ครอบคลุมทุกองค์ประกอบในส่วนของรถ EV ซึ่งขยายไปถึงเรือไฟฟ้า, รถสามล้อ, รถจักรยานยนต์, รถบรรทุก, รถบัส, รถเมล์
โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนทั้งผู้ใช้ ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน โดยในส่วนของ BOI จะได้รับการ “ยกเว้น” ภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีตามเงื่อนไขที่กำหนด การ “ยกเว้น” อากรขาเข้าและชิ้นส่วน หลังจากนั้นก็ได้มีการปรับเงื่อนไขการให้สิทธิประโยชน์มาเรื่อย ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และรองรับนักลงทุนแต่ละค่ายรถยนต์ที่มีความสนใจเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย เป็นส่วนสนับสนุนให้ไทยเป็น EV Hub
ในส่วนมาตรการสนับสนุนของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตก็ได้ให้การอุดหนุนเงิน 150,000 บาทสำหรับกรณีที่ซื้อรถ EV ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทและเงินอุดหนุนจักรยานยนต์ไฟฟ้า 18,000 บาทสำหรับรถราคาไม่เกิน 150,000 บาท
สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนรถ EV มาตรการล่าสุดที่เรียกกันว่า “เวอร์ชั่น 3.0 หรือ EV 3.0” นั้น จะขยายในส่วนที่ให้การสนับสนุนเพื่อตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ โดยต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2566
และมีเงื่อนไขว่า ผู้ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจะต้องผลิตรถยนต์ EV “ชดเชย” ภายในปี 2567-2568 เป็นต้นไปตามสัดส่วนที่รัฐกำหนด เช่น เริ่มผลิตในประเทศปี 2567 จำนวน 1.5 เท่าของจำนวนรถที่ถูกนำเข้ามา ถ้าเริ่มผลิตในประเทศปี 2568 จำนวน 2 เท่าของจำนวนรถที่ถูกนำเข้ามา
“ขณะนี้หลายโรงงานอยู่ระหว่างก่อสร้างตามแผน เขายังมีเวลา ซึ่งก็เชื่อว่าน่าจะผลิตรถ EV ชดเชยได้ทัน แต่หากหากเขาผลิตไม่ทัน รัฐจะต้องมีโทษปรับคือ การเรียกเงินที่ได้อุดหนุนคืน ส่วนที่หลายคนมองว่า นักลงทุนจะรอ EV 3.5 ออกมา แล้วจะทำให้ไม่มีคนขอรับส่งเสริมตามมาตรการ EV 3.0 นั้น ผมมองว่า เป็นไปได้ยากเพราะการลงทุนรอไม่ได้ ยิ่งมาตรการใกล้จะหมดเขายิ่งต้องรีบยื่นขอรับการส่งเสริม
และเราก็ยังไม่รู้ว่า EV 3.5 จะมีหรือไม่ จนกว่าบอร์ด EV จะเสนอเข้า ครม. และก็ต้องรอดูปลายปี 2566 ด้วยว่า เมื่อมาตรการเก่าหมดแล้วมันจะเป็นไปในทิศทางไหนต่อ ดังนั้นผมจึงไม่อยากให้นักลงทุนรอและตอนนี้ก็เชื่อว่า มีค่ายรถหลายรายเตรียมยื่นขอ BOI แล้ว” นายนฤตม์กล่าว
อาจไม่มี EV 3.5
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า มาตรการ EV 3.0 มีเงื่อนไขค่อยข้างชัดเจนอยู่แล้ว ส่วน EV 3.5 นั้นได้มีการหารือกันในที่ประชุดบอร์ด EV ไปแล้วหลายครั้ง “แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป” เนื่องจากยังไม่ตกผลึกในกรณี เช่น ค่ายรถรายหนึ่งได้ยื่นขอ BOI และได้รับสิทธิทางด้านสรรพสามิตไปแล้วตามเงื่อนไขในปี 2566 สามารถนำรถ EV เข้ามาได้และเมื่อข้ามไปเป็นวันที่ 1 ม.ค. 2567 แล้ว ค่ายรถรายเดิมนำรถเข้ามาแบบนี้จะถือว่า อยู่ในมาตรการใด EV 3.0 หรือ EV 3.5 เป็นต้น
รวมไปถึงกรณีหากว่าค่ายรถที่ไม่สามารถผลิตรถ EV ชดเชยได้ทันในปี 2567 แต่ได้สร้างโรงงานเสร็จแล้วจะถือว่า อยู่ในมาตรการใด ซึ่งเรื่องดังกล่าวแม้ว่าทางกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการคลัง จะเร่งผลักดันเพื่อ “เก็บตก” ค่ายรถ EV และขยายกรอบเวลาดังกล่าวให้ แต่เชื่อว่าสิทธิประโยชน์ต้องน้อยลง เงื่อนไขต้องเข้มข้นขึ้น เช่น ต้องผลิตชดเชยเป็น 2-3 เท่า เงินอุดหนุนน้อยลงเพราะดีมานด์ EV มีมากขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำตลาดมากกว่าเมื่อก่อน
อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับบอร์ด EV จะพิจารณามาตรการ EV 3.5 ออกมาแนวทางใดและอยู่ที่ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่จะพิจารณาอย่างไรและก็อาจเป็นไปได้ว่า จะไม่มี EV 3.5 ก็ได้ เนื่องจากมาตรการ EV 3.0 ครอบคลุมและสิทธิประโยชน์ดีที่สุดแล้ว การที่ยังมีเวลาเหลืออีก 7-8 เดือนก็จะเป็น “ตัวเร่ง” ให้นักลงทุนตัดสินใจยื่นขอรับการส่งเสริมเร็วขึ้น “มากกว่าการรอมาตรการ EV 3.5 ที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ”
EV กว่างโจวบุกไทย
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ค่ายรถยนต์รายล่าสุดที่สนใจลงทุน EV คือ บริษัท GAC AION New Energy Automobile Company Limited (GAC AION) หรือบริษัท กว่างโจว ออโต้ คอร์ปอเรชั่น ค่ายรถใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีนที่จะเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ EV และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยมูลค่า 1,300 ล้านหยวน (ประมาณ 6,400 ล้านบาท) ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ EV ในไทยให้ได้ 100,000 คันต่อปี
“รัฐบาลไทยสนับสนุนทั้งเรื่องการทำการตลาด เชิงนโยบาย มีศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ มีบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำระดับโลกที่สามารถซัพพอร์ตการผลิตได้และสิทธิประโยชน์ ส่วนการผลักดันมาตรการ EV ต่าง ๆ เพิ่มเติม เป็นหน้าที่ของบอร์ด EV ที่จะร่วมกันพิจารณาให้เหมาะสมที่สุดต่อไป” นายณัฐพลกล่าว
ส่วน นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แนวโน้มของรถยนต์ EV ยังคงมีความต้องการจากผู้ใช้ จากปี 2565 จะเห็นว่า มียอดขายทะลุกว่า 10,000 คัน และในปี 2566 คาดยอดขายจะแตะ 25,000-30,000 คัน หรืออาจมากกว่านั้นเพราะ
“ดีมานด์เพิ่มขึ้นสูงมาก ยังคงเป็นผลมาจากมาตรการรัฐที่สนับสนุนเงินส่วนลดอยู่ 150,000 บาท ขณะที่รถมีการพัฒนามากขึ้น มีความปลอดภัยราคารถเริ่มปรับลดลง ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น แนวโน้มยอดขายจึงยังดีต่อเนื่อง”
เฉพาะในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2566) พบว่า มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมถึง 12,243 คัน หรือเพิ่มขึ้น 715.66% ในส่วนของค่ายรถและนักลงทุนเองก็มีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ในปี 2567 จะเห็นการเข้ามาตั้งฐานการผลิตรถ EV ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ตามข้อตกลงของมาตรการที่รัฐสนับสนุนด้านภาษีสรรพสามิตนำเข้า 0% และแน่นอนว่ามาตรการ EV ตัวปัจจุบันจะเป็นส่วนเร่งให้ทั้งดีมานด์และซัพพลายเดินหน้าไปพร้อมกัน