นโยบายส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปไปสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) โดยใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุน และการให้แรงจูงใจต่าง ๆ ในการซื้อรถอีวี เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมอีวีตั้งไข่ได้สำเร็จ
แต่อีกด้านหนึ่งผู้ผลิตอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในรถยนต์สันดาป ก็กำลังต้องปรับเปลี่ยน และเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ในเวทีสัมมนา “ความคืบหน้าการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้ากับการปรับตัวของยานยนต์สันดาปภายใน” ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการการพลังงาน ร่วมกับคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องนี้
รัฐหนุนอีวีแก้โลกร้อน
พลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานสัมมนาว่าการจัดสัมมนาในครั้งนี้ได้ระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย เพื่อรับทราบสถานการณ์ ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะทุกภาคส่วน สำหรับการพัฒนาอีวีควบคู่กับการปรับตัวของรถสันดาป
ที่ผ่านมาประเทศไทยวางเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี 2608 จึงต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งจากภาคการขนส่ง ภาคการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร
ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้พิจารณาเห็นชอบกรอบ “แผนพลังงานชาติ” โดยกำหนดให้มีการปรับแผนพลังงานภาคขนส่ง สร้างสมดุลระหว่างผู้ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) และ EV เป็นหนึ่งในนั้น
ซึ่งรัฐบาลเร่งแผนพัฒนารถยนต์อีวีด้วยนโยบาย 30@30 กำหนดว่าในปี 2573 ต้องผลิตรถยนต์อีวี รถยนต์นั่งกระบะให้ได้ 725,00 คัน รถจักรยานยนต์ให้ได้ 675,000 คัน รถบัสรถบรรทุกให้ได้ 34,000 คัน หรือคิดเป็น 30% ของการผลิตทั้งหมด
อีวีกระทบชิ้นส่วน
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ ประธานกรรมาธิการการพาณิชย์ฯ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ที่เป็นการต่อยอดจากอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม
ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์สามารถสร้างรายได้ส่งออกมากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี สร้างงาน 8 แสนตำแหน่ง และเมื่อรวมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การผลิตและการค้าอะไหล่ และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมการซ่อมแซมการดัดแปลงยานยนต์ คาดว่ามีแรงงานกว่า 1 ล้านตำแหน่ง
“เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อีวี ทำให้ตลอดซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องลดลง ประเมินว่า เช่น ชิ้นส่วนประกอบเคยได้ 10,000 ชิ้น จะลดลงมาเหลือ 2,000 ชิ้น ซึ่งมีผลกระทบสำคัญต่อรถยนต์สันดาปในปัจจุบัน และประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนในกลุ่มมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบและแผงควบคุมไฟฟ้าน้อยมาก ไทยจึงต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาให้รวดเร็ว”

อีวีจีนส่งออกแซงไทย
ขณะที่สถิติการส่งออกยานยนต์ของโลกในช่วงปีที่ผ่านมา พบว่า ไทยมีสัดส่วนการส่งออกยานยนต์ไปยังตลาดทั่วโลกลดลงจากระดับสูงสุดที่ 1.7% ลงมาอยู่ที่ 1.3% ในปี 2563 ขณะที่จีนเคยมีสัดส่วนการส่งออกยานยนต์ไปยังตลาดโลกน้อยกว่าไทยมาโดยตลอด แต่กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 2 เท่า จาก 0.7% เป็น 1.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน
สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนได้ปรับเปลี่ยนการผลิตยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นอีวีอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทำให้มีจำนวนบริษัทผู้ผลิตอีวีและชิ้นส่วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
โดยเฉพาะจากความได้เปรียบที่จีนมีแหล่งแร่ลิเทียมจำนวนมาก ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ลิเทียม อีกทั้งยังมีความร่วมมือในการพัฒนาอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็นสำหรับอีวีกับอีกหลายประเทศ รวมทั้งไต้หวันที่เป็นผู้นำด้านนี้
ความรวดเร็วของการเปลี่ยนผ่านนี้ เป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการของไทยต้องเร่งตัดสินใจ ปรับเปลี่ยนธุรกิจอย่างรวดเร็วเช่นกัน ภาครัฐเองต้องเร่งรัดกำหนดมาตรการที่เอื้อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยสามารถรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ และรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกไว้ให้ได้
นายเจน นำชัยศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการการพลังงาน กล่าวว่า การส่งออกรถยนต์ของจีนใน 5 ปีหลังสัดส่วนมีความน่ากลัว มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากที่ส่งออกไม่ถึง 1% ตอนนี้เพิ่มขึ้นมากว่า 1% แซงหน้าประเทศไทยไปแล้ว อีกทั้งขยายฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์เข้ามาประเทศไทยมากขึ้น
ขณะที่พฤติกรรมการซื้อรถยนต์ของไทยเปลี่ยนไป ตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น ไม่ได้คำนึงถึงว่าจะสามารถไปชาร์จไฟฟ้าที่ไหน และยิ่งมีสิทธิพิเศษอย่างการลดภาษีสรรพสามิต ไทยมี FTA กับจีน สินค้านำเข้าภาษีเป็น 0% ราคารถยนต์ก็ถูก ความได้เปรียบมากขึ้น นับเป็นสิ่งที่รัฐบาล ผู้ประกอบการไทยทั้งกลุ่มผลิต ผู้ค้ารถ ผู้ค้าอะไหล่ จำเป็นต้องปรับตัว รวมไปถึงปรับกฎหมาย กฎระเบียบ และส่งเสริมบุคลากรรองรับด้วย เพื่อให้ยังคงรักษาศักยภาพการแข่งขันของไทยไว้
เกือบ 1 พันบริษัท กระทบหนัก
นายสุพจน์ สุขพิศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากเทียบในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ยอดผลิตและจำหน่ายรถยนต์ของไทยเติบโตอย่างมาก และในปัจจุบันพบว่าเริ่มมียอดนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศมากขึ้น
โดยเฉพาะจากจีน คาดว่าใน 5 ปีข้างหน้า หากยังไม่มีการปรับตัว จะทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ และรถยนต์ ได้รับผลกระทบมาก โดยอาจจะมีบริษัทมากกว่า 816 บริษัทในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบ ในจำนวนนี้เป็นอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ส่วนประกอบเครื่องยนต์มีมากถึง 183 บริษัท เป็นต้น ดังนั้น จึงต้องเร่งเรียนรู้ในเรื่องนี้ให้มากขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีผู้ผลิตรถยนต์ 28 รายที่ดำเนินการจริง และผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ 18 ราย ขณะที่ยอดการผลิตปี 2566 คาดว่าจะผลิตได้ 1.9 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจาก 2565 ที่ผลิตได้ 1.8 ล้านคัน โดยสัดส่วนส่งออก และใช้ภายในประเทศประมาณครึ่งต่อครึ่ง
ทั้งนี้ ล่าสุดยอดการผลิตรถยนต์ครึ่งปีแรก 2566 ขยายตัว 6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน การบริโภคภายในลดลง 5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัญหาค่าครองชีพ สินเชื่อ ขณะที่การส่งออกขยายตัว 18%
ด้านนายบดีธัช กิตะพาณิชย์ เลขาฯสมาคมผู้ค้าอะไหล่วรจักร กล่าวว่า สมาคมมีสมาชิก 2 กลุ่มหลัก คือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนภายใต้แบรนด์ของตัวเอง และผู้รับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ต่างประเทศ จากการเปลี่ยนผ่านรถยนต์สับดาปเป็นอีวี จะมีผลกระทบต่ออุปกรณ์และชิ้นส่วนรถยนต์หายไปจาก 30,000 ชิ้น/คัน เหลือ 3,000 ชิ้น/คัน
โดยเฉพาะสินค้าสิ้นเปลืองอย่างไส้กรอง ซึ่งเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ในตลาดจะหายไป และจะเริ่มมีสินค้ากลุ่มซอฟต์แวร์ ชิป แบตเตอรี่ ซึ่งเป็นสินค้าที่จะมีมูลค่าเข้ามาทดแทน
“ผู้เล่นต้องปรับเข้ามาเล่นในตลาดรถบรรทุก ปิกอัพที่ยังไม่เปลี่ยนผ่าน แต่การแข่งขันจะสูงขึ้น หากผู้ประกอบการจะเข้าตลาดอีวีจำเป็นต้องไปเป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทต่างประเทศ และมุ่งเน้นไปทำเรื่องการให้บริการซ่อมบำรุง การทำธุรกิจด้านอุปกรณ์ และทำธุรกิจในสินค้าของตกแต่งรถยนต์”
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับสินค้าของไทยให้มีมูลค่า และสร้างความเชื่อถือไปสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งมีความมั่นใจในสินค้าไทย การสนับสนุนให้ผู้ผลิตไปร่วมงานแสดงสินค้า การเจรจาการค้าในต่างประเทศ และประกาศนโยบายส่งเสริมให้มีความต่อเนื่อง และให้ต่างชาติรับรู้ว่าไทยกำลังผลักดันสินค้าไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี