Skip to content

CPF ยอดขายไตรมาส 3 ปีนี้ 144,498 ล้านบาท เหตุต้นทุนสูง-สุกรราคาตก

13 พ.ย. 2566 | 18:23น.
CPF ยอดขายไตรมาส 3 ปีนี้ 144,498 ล้านบาท เหตุต้นทุนสูง-สุกรราคาตก

CPF รายงานยอดขายไตรมาส 3 ปีนี้อยู่ที่ 144,498 ล้านบาท เหตุต้นทุนสูงและราคาสุกรตกต่ำกระทบผลการดำเนินงาน ขณะที่ ปี 2567 ยังเจอความท้าทายและความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ภาวะเศรษฐกิจมีความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจในหลายประเทศที่ไม่เป็นไปตามคาด กำลังซื้อถดถอย ต้นทุนต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น เช่น อัตราดอกเบี้ย และราคาวัตถุดิบทางการเกษตรจากความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

บริษัทมีนโยบายในการลงทุนและใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ติดตามการดำเนินงานและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งปรับแผนการลงทุน เช่น การพิจารณาการใช้ทรัพย์สินในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดหรือหยุดดำเนินกิจการที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งคาดว่า จะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป

ดังนั้น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ได้รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2566 มีรายได้จากการขาย 144,498 ล้านบาท เป็นส่วนของกิจการต่างประเทศร้อยละ 62 และกิจการประเทศไทยร้อยละ 38 มีผลขาดทุนสุทธิในส่วนของบริษัท 1,837 ล้านบาท เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าปีที่แล้ว จากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นทั้งราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์และราคาพลังงาน ประกอบกับราคาสุกรในหลายประเทศอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน

โดยเฉพาะในประเทศไทย เวียดนาม และกัมพูชามีราคาเฉลี่ยลดลงร้อยละ 26 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณเนื้อสุกรมีมากกว่าความต้องการบริโภค โดยในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปริมาณการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรจากต่างประเทศ (ผิดกฎหมาย) จำนวนมากอีกด้วย

นอกจากนี้ ธุรกิจสุกรของบริษัทร่วมในประเทศจีนประสบปัญหาราคาตกต่ำเช่นกัน จากภาวะสินค้าล้นตลาดในขณะที่ความต้องการบริโภคยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ

สำหรับปี 2567 บริษัทมองว่าความท้าทายและความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและภูมิสังคมน่าจะยังคงมีอยู่ โดยยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญในการบริหารค่าใช้จ่ายภายใน รวมถึงลงทุนอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันโดยเน้นการดำเนินงานที่มีการใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินงานด้านการตลาดและการขายด้วยนวัตกรรมสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เหล่านี้จะทำให้คาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะดีขึ้นเป็นลำดับ