ถุงมือยางไทยดี ส่งออก GSP สหรัฐ ปี 2567 โตต่อเนื่อง 30%

ถุงมือยาง

กรมการค้าต่างประเทศ เผยตัวเลขการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ระบบ GSP ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ปี 2567 ถุงมือยาง เป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 เพิ่มขึ้น 30%

วันที่ 29 พฤษภาคม 2567 นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับการส่งออกภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ปี 2567 ที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ รวม 480.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ 56.92% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของสินค้าที่ได้รับสิทธิ

ประเทศปลายทางที่ไทยมีการส่งออกไปโดยใช้สิทธิ GSP มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คือ สหรัฐ โดยมีมูลค่าการใช้สิทธิ อยู่ที่ 444.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ 62.17% ของสินค้าที่ได้รับสิทธิ โดยสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกไปยังสหรัฐ ภายใต้สิทธิ GSP 5 อันดับแรก คือ ถุงมือยาง อาหารปรุงแต่ง พลาสติกปูพื้นทำด้วยโพลิเมอร์ของไวนิลคลอไรด์ หีบเดินทางขนาดใหญ่หรือกระเป๋าใส่เสื้อผ้า และกรดมะนาวหรือกรดซิทริก

สำหรับสินค้าถุงมือยางเป็นสินค้าที่ไทยใช้สิทธิ GSP เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐในอันดับต้น ๆ มาโดยตลอด และจากการติดตามสถิติพบว่ามูลค่าการส่งออกที่ใช้สิทธิ เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 ถุงมือยาง ได้ขยับขึ้นมาเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่ง ภายใต้ GSP โดยมีมูลค่าการส่งออกที่ใช้สิทธิ GSP 22.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 30% ซึ่งไทยถือเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าถุงมือยางที่สำคัญของสหรัฐ

โดยในปี 2566 สหรัฐนำเข้าถุงมือยางจากทั่วโลกมูลค่าประมาณ 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 ถุงมือยางของไทยมีมูลค่าการนำเข้าอยู่ในอันดับที่สองที่ 32.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองจากมาเลเซีย (44.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จีน (9.27ล้านดอลลาร์สหรัฐ) อินโดนีเซีย (5.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และศรีลังกา (4.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามลำดับ

Advertisment

นายรณรงค์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันไทยได้รับสิทธิ GSP จาก 4 ประเทศ/กลุ่มประเทศ นอกจากสหรัฐแล้ว ผู้ส่งออกไทยสามารถใช้สิทธิ GSP เพื่อส่งออกไปยังสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) ซึ่งประกอบด้วย ยูเครน อาเซอร์ไบจาน ทาจิกิสถาน มอลโดวา อุซเบกิสถาน จอร์เจีย และเติร์กเมนิสถาน อีกด้วย สำหรับโครงการ GSP ของสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์
ปี 2567 มีมูลค่าการใช้สิทธิ เป็นอันดับสอง อยู่ที่ 32.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อันดับสาม โครงการ GSP ของนอร์เวย์ มูลค่า 2.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอันดับสุดท้ายเป็นโครงการ GSP ของกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) มูลค่า 0.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิสูง อาทิ เพชรพลอยรูปพรรณ (สวิตเซอร์แลนด์) สูทของสตรีหรือเด็กหญิงทำด้วยขนแกะ (นอร์เวย์) และสับปะรดกระป๋อง (CIS) เป็นต้น

กรมการค้าต่างประเทศขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิพิเศษ GSP เหล่านี้ เพราะจะทำให้มีแต้มต่อทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการ GSP ของสหรัฐที่หากใช้สิทธิ GSP สินค้าจะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าตลาดสหรัฐ ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าจากประเทศอื่น ๆ มากขึ้น

นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ EFTA (ประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์) ที่จะมาทดแทนโครงการ GSP ของสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์

Advertisment

ซึ่งจะถือเป็นโอกาสสำหรับการส่งออกของไทยที่จะได้รับสิทธิในการลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าได้อย่างถาวร แตกต่างจากโครงการสิทธิพิเศษ GSP ที่เป็นการให้สิทธิพิเศษฝ่ายเดียว ประเทศผู้ให้สิทธิจึงสามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้สิทธิได้ตามนโยบายของแต่ละประเทศ

ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศพร้อมให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ผู้ประกอบการสามารถค้นหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th หรือโทรสายด่วน 1385 รวมถึงไลน์แอปพลิเคชั่น ชื่อบัญชี “@gsp_helper”