เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
AWC เปิดตัว Moxy Pattaya เสริมศักยภาพโครงการแฟลกชิป “Aquatique” หนุนพัทยาสู่จุดหมายระดับโลก  
Business AWC เปิดตัว Moxy Pattaya เสริมศักยภาพโครงการแฟลกชิป “Aquatique” หนุนพัทยาสู่จุดหมายระดับโลก  
สมาพันธ์รถไฟ เรียกร้องรัฐเลิกสัญญา“ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้ลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า
Economic สมาพันธ์รถไฟ เรียกร้องรัฐเลิกสัญญา“ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้ลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า
LHFG โชว์ครึ่งแรกปี’69 กำไรสุทธิ 1,538.6 ล้าน โต 37.3% รายได้ “Trade Finance-FX” พุ่ง
Finance LHFG โชว์ครึ่งแรกปี’69 กำไรสุทธิ 1,538.6 ล้าน โต 37.3% รายได้ “Trade Finance-FX” พุ่ง
กทพ.จ่อผุดทางด่วน “เชื่อมเกาะสมุย” 7.4 หมื่นล้าน เคาะเก็บค่าผ่านทาง 1,000 บาท
Economic กทพ.จ่อผุดทางด่วน “เชื่อมเกาะสมุย” 7.4 หมื่นล้าน เคาะเก็บค่าผ่านทาง 1,000 บาท
กัลฟ์ เอดจ์ จับมือ ค็อกนิแซนท์ ประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้าน AI หนุนไทยผู้นำอาเซียน
Biz Movement กัลฟ์ เอดจ์ จับมือ ค็อกนิแซนท์ ประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้าน AI หนุนไทยผู้นำอาเซียน
SCGP รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้น เร่งขยายกำลังผลิตเวียดนาม-ดัน AI เพิ่มขีดแข่งขัน
Real Estate SCGP รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้น เร่งขยายกำลังผลิตเวียดนาม-ดัน AI เพิ่มขีดแข่งขัน
เอสซีจี ดัน “ปูนคาร์บอนต่ำ” ลุยต่างประเทศ จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย
Real Estate เอสซีจี ดัน “ปูนคาร์บอนต่ำ” ลุยต่างประเทศ จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย
เบนซ์ ปลื้ม CLA ดันยอด EV โต 130% ปรับกลยุทธ์เจาะคนรุ่นใหม่ผ่านเเคมเปญ​ ‘FLEX Mobility’
Automotive เบนซ์ ปลื้ม CLA ดันยอด EV โต 130% ปรับกลยุทธ์เจาะคนรุ่นใหม่ผ่านเเคมเปญ​ ‘FLEX Mobility’
บิทคับ แจงปม ก.ล.ต. ฟันบริษัทฯ – 2 อดีตกรรมการ ผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
Finance บิทคับ แจงปม ก.ล.ต. ฟันบริษัทฯ – 2 อดีตกรรมการ ผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
SCG โชว์กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 85% เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น
Real Estate SCG โชว์กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 85% เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น
ดูทั้งหมด

ขึ้นค่า Ft อุ้ม กฟผ.ล้างหนี้ โยนภาระผู้ใช้ไฟแพงถึงปี 2567

30 ก.ค. 2565 | 07:39น.
มิเตอร์ไฟ

กกพ.ตัดใจขึ้นค่าไฟผันแปร ก.ย.-ธ.ค. 2565 ช่วย กฟผ.ลดหนี้ไปไม่สุดทาง แบบพบครึ่งทางขึ้น 68.66 สตางค์ ปรับไม่ถึง 5-6 บาท/หน่วย ส่งผล กฟผ.ต้องแบกหนี้ 8 หมื่นล้าน อนาคตต้องปรับขึ้นอีก 3 งวด งวดละ 40 สตางค์ ถึงปี 2567 ล้างหนี้ กฟผ.อ้างรับภาระแทนประชาชน สภาเกษตรชี้รายย่อยแบกค่าไฟอ่วม วอนรัฐต่อมาตรการช่วยลดค่าไฟ

การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่า Ft ในงวดที่ 3 (ก.ย.-ธ.ค. 2565) จำนวน 68.66 สตางค์/หน่วย ที่จะส่งผลทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นหน่วยละ 4.72 บาท ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับทุกภาคส่วน เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าที่สูงมาก ต่อเนื่องจากการปรับขึ้นค่า Ft ใน 2 งวดติดต่อกัน

กล่าวคือ งวดที่ 1 (ม.ค.-เม.ย. 2564) เรียกเก็บที่ 1.39 สตางค์/หน่วย และงวดที่ 2 (พ.ค.-ส.ค. 2565) เรียกเก็บอีก 24.77 สตางค์/หน่วย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า รัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนได้อีกต่อไป

เนื่องจากระยะเวลามากกว่า 1 ปีที่ผ่านมา (3 งวดของการเรียกเก็บค่า Ft) ที่รัฐบาลให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับภาระค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ไว้ แต่ให้ประชาชนรับภาระ (ค่า Ft) ให้น้อยที่สุดนั้น

ปรากฏ กฟผ.ได้แบกรับภาระไว้แล้วกว่า 83,010 ล้านบาท ส่งผลให้ กฟผ.กำลังเผชิญกับภาวะการขาดสภาพคล่องทางการเงิน หากยังไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาภาระค่าเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นทั้งในงวดปัจจุบันและในอดีต

ส่วนผลกระทบจากการปรับขึ้นค่า Ft และค่าไฟฟ้าครั้งนี้ จะทำให้ครัวเรือนรายย่อยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 100 หน่วย ได้รับ “ผลกระทบสูงสุด” ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 3.66 บาท/หน่วย เป็น 4.34 บาท/หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 19%

รองลงมาคือ กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 4.11 บาท เป็น 4.80 บาท/หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 17% และกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้า 1,000 หน่วยขึ้นไป จะได้รับผลกระทบต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 4.48 บาท เป็น 5.17 บาท/หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 15%

ขณะที่มาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าของกระทรวงพลังงาน ที่ผ่านมาด้วยการให้ “ส่วนลด” ค่า Ft แก่ผู้ใช้ไฟบ้านที่อยู่อาศัยและประเภทกิจการขนาดเล็ก ยอดใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ก็กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ จะได้รับการต่ออายุออกไปอีกหรือเปล่า

เตรียมเปิดสูตรคำนวณ

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ในวันที่ 1 สิงหาคม 2565 กกพ.จะ “เปิดเผยรายงานสรุป” การพิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (Ft) งวดที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม 2565

ซึ่งได้นำความเห็นจากที่เปิดรับฟังความเห็นเรื่องค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ft) ระหว่างวันที่ 12-25 กรกฎาคม 2565 มาประกอบการพิจารณาด้วย โดยมีหลักการสำคัญที่จะมุ่งให้เกิดการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงที่เกิดขึ้น ตามที่ได้วางสมมุติฐานไว้ 3 ข้อ พร้อมกับข้อเสนอที่ กฟผ. ส่งมาก่อนหน้านี้

“การประเมินปรับขึ้นค่า Ft ครั้งได้รวบรวมความเห็นจากการเปิดรับฟังความเห็น ซึ่งคิดว่ามีผู้มาร่วมแสดงความคิดเห็นมากที่สุดที่เคยทำกันมา โดย กกพ.มีหน้าที่นำข้อมูลที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมาพิจารณา โดยครั้งนี้ได้ประเมินผลจากการปิดซ่อมแหล่งก๊าซในเมียนมาที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2565 ด้วยว่า

ก๊าซธรรมชาติจะหายไปเท่าไร และต้องนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มขึ้นอีกเท่าไร ก่อนที่จะสรุปผลออกมา กกพ.ได้มีการหารือกันถึง 3 รอบ ผมพร้อมที่เปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงให้ทราบ ส่วนมาตรการเยียวยาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าคาดว่า หลังจากทราบค่า Ft งวดใหม่ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ทางรัฐบาลได้มีการเตรียมดำเนินการอยู่แล้ว” นายคมกฤชกล่าว

เปิดสูตรคำนวณค่า Ft 68.66 สต.

มีรายงานข่าวเข้ามาว่า กกพ.ได้ประชุมเรื่องการปรับขึ้นค่า Ft ต่อเนื่องมาแล้ว 2 งวด ในวันที่ 29 มิ.ย.กับวันที่ 6 ก.ค. 2565 ซึ่งประมาณการค่าไฟฟ้าตามสูตรที่ กฟผ.เสนอ มีค่าอยู่ที่ 236.97 สตางค์/หน่วย (2.36 บาท) หรือเพิ่มขึ้น 212.20 สต./หน่วย โดยจะมาจาก 2 ส่วนคือ

1) ประมาณการต้นทุนการผลิตและซื้อไฟฟ้าประจำงวด ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าและราคาเชื้อเพลิงปรับสูงขึ้นภายหลังจากเกิดวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน คิดเป็น 93.43 สตางค์/หน่วย กับ 2) ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า “ที่เกิดขึ้นจริง”

เพิ่มขึ้นจากกรณีค่าบาทอ่อนและค่าเชื้อเพลิงที่ส่วนใหญ่คือ ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน “สูงกว่าประมาณการ” ไว้ ส่งผลให้ Ft ที่เก็บจากผู้ใช้จริง “ต่ำกว่า” ค่าใช้จ่ายจริงที่ทาง กฟผ.ได้แบกรับภาระไว้ 2 งวดที่ผ่านมา รวม 83,101 ล้านบาท หรือ 143.54 สตางค์ต่อหน่วย

นำมาสู่การวางสมมุติฐานของ “กกพ.” ในการขึ้นค่า Ft ไว้ 3 แนวทาง คือ 1) ปรับค่าไฟ 5.17 บาท หรือปรับขึ้น 28% จากผลการคำนวณค่า Ft งวด 3 เท่ากับ 139.13 สตางค์/หน่วย เพิ่มขึ้น 114.36 สตางค์/หน่วย โดยทยอยเรียกเก็บเงินชดเชยคืนให้ กฟผ. 45.70 สตางค์ต่อหน่วย ภายใน 1 ปี และ กฟผ.บริหารจัดการแทนประชาชน 56,581 ล้านบาท

2) ปรับค่าไฟ 4.92 บาท หรือปรับขึ้น 23% จากค่า Ft เรียกเก็บ 116.28 สตางค์/หน่วย เพิ่มขึ้น 114.36 สตางค์/หน่วย โดยให้ทยอยเรียกเก็บเงินชดเชยคืนให้ กฟผ. 22.85 สตางค์/หน่วยภายใน 1 ปี กฟผ.บริหารจัดการแทนประชาชน 69,796 ล้านบาท

และแนวทางที่ 3) ที่เป็นแนวทางที่่ กกพ. “เลือก” ปรับขึ้นค่า Ft ที่จะประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ส.ค.นี้ โดยให้ค่าไฟอยู่ที่ 4.72 บาท หรือปรับขึ้น 17% จากปัจจุบัน โดยเรียกเก็บค่า Ft ที่ 68.66 สตางค์/หน่วย ซึ่งวิธีการหลังสุดนี้ กฟผ.จะต้องบริหารจัดการแทนประชาชน 83,010 ล้านบาทไว้ก่อน

สำหรับสมมุติฐานที่ใช้คำนวณค่า Ft งวดนี้จะมีองค์ประกอบ 3 เรื่อง คือ 1) การจัดหาพลังงานคำนวณว่าตัวเลขคาดการณ์การผลิตและใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 64,091 ล้านหน่วย ลดลงจากงวดที่ 2 อยู่ที่ 68,731 ล้านหน่วย ขณะที่การประมาณการค่าเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ (EFC) อยู่ที่ 213,951 ล้านบาท ลดลง 647 ล้านบาท จากงวดก่อนหน้าที่ 214,598 บาท

โดยค่าใช้จ่ายก้อน 213,951 ล้านบาทนี้ จะแบ่งเป็น ค่าซื้อไฟฟ้าจากเอกชน 198,862 ล้านบาท กับค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ 15,089 ล้านบาท 2) อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเฉลี่ยย้อนหลัง 1 เดือน เท่ากับ 34.40 บาท ซึ่งอ่อนค่าลง 1.20 บาท จากงวดก่อนหน้าที่ใช้ 33.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

และ 3) ตัวเลขการเปลี่ยนแปลงราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าใน 4 กลุ่ม คือ ก๊าซธรรมชาติทุกแหล่งเท่ากับ 481.98 บาทต่อล้าน BTU เพิ่มขึ้น 14% จากงวดก่อนหน้าที่ประมาณการ 422.36 บาท ในจำนวนนี้เป็นการใช้ก๊าซ LNG นำเข้าสัญญา Spot สูงถึง 9-21% ด้วยราคานำเข้าที่สูงถึง 874-991 บาทต่อล้าน BTU

เพื่อมาทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีราคาถูกกว่า (194-232 บาท/ล้าน BTU) แต่ไม่สามารถผลิตได้เต็มที่ตามสัญญาจากช่วงเปลี่ยนผ่านผู้พัฒนาแหล่งก๊าซ (ปตท.สผ.) กับก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาที่จะทยอยลดลง 15% ในเดือน ต.ค. และ 22% ในเดือน ธ.ค.

ขณะที่เชื้อเพลิงอีก 3 ชนิด ได้แก่ ราคาน้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 1.42 บาท/ลิตร เป็น 20.50 บาท/ลิตร, ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 2.33 บาท/ลิตร เป็น 28.13 บาท/ลิตร และราคาถ่านหินนำเข้าเพิ่มขึ้น 216.11 บาท/ตัน เป็น 3,046 บาท/ตัน

กฟผ.ได้แค่ค่าเชื้อเพลิงช่วงปลายปี

ด้านแหล่งข่าวจาก กฟผ.กล่าวว่า ถ้า กกพ.อนุมัติให้ปรับขึ้นค่า Ft ตามข่าวที่ออกมาจริง (68.66 สตางค์/หน่วย) เท่ากับว่าภายใต้ระยะเวลาของการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอัตโนมัติผันแปรงวดที่ 3 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของปีนี้ กฟผ.จะได้เงินค่าเชื้อเพลิงไหลเข้ามาเพิ่มประมาณ 45,000-46,000 ล้านบาท

คำนวณจากยอดขายไฟต่องวดที่ 67,000 ล้านหน่วย คูณด้วยค่า Ft ใหม่ 68.66 สตางค์ เท่ากับว่าเงินจากการปรับขึ้นค่า Ft ดังกล่าวจะถูกมาช่วย “ค่าเชื้อเพลิงประจำงวดนี้” เท่านั้น ทว่า กฟผ.ยังต้องแบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงที่ค้างมาอีก 3 งวดต่อไป คือ 83,010 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขค่าเชื้อเพลิงตามจริงตอนนี้อาจจะสูงทะลุ 100,000 ล้านบาท ไปแล้วก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม หากในปี 2566 ทาง กกพ.พิจารณาให้ทยอยปรับขึ้นค่า Ft เพื่อมาช่วยลดภาระค่าเชื้อเพลิงที่ กฟผ.ต้องแบกไว้ต่อไป ด้วยการปรับขึ้นงวดละ 40 สตางค์ต่อเนื่อง 3 งวดในปี 2566 จึงจะใช้หนี้ค่าเชื้อเพลิงที่ค้างมา 83,010 ล้านบาทหมด

แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาพลังงานโลกในอีก 1 ปีข้างหน้าด้วยว่า จะปรับขึ้นหรือลดลงอย่างไร ถ้าหากรัสเซียยังปิดท่อส่งก๊าซไปยุโรป และทุกประเทศแห่กันเข้ามาซื้อก๊าซ LNG ก็จะยิ่งทำให้ซัพพลาย LNG ของโลกขาด ก๊าซนำเข้าก็จะยิ่งแพงขึ้นได้

“การขึ้นค่า Ft งวดนี้ไม่ใช่ภาระในการปรับค่าเชื้อเพลิงของ กฟผ.จะสิ้นสุดลง เพราะปีต่อไปจะต้องรับภาระอีก สมมุติแค่ 83,010 ล้านบาท หาร 3 งวด เฉลี่ยงวดละเกือบ 30,000 ล้าน ที่ต้องใช้คืน กฟผ. ดังนั้นวิธีคำนวณถ้าจะคืนเพิ่มก็ 30,000 ล้านหน่วย หารด้วย 67,000 ล้านหน่วยที่ขาย เฉลี่ย 0.40 สตางค์ ต่อไป 3 งวด

ดังนั้นงวดนี้จึงเป็นเพียงแค่การพยุงไม่ให้ภาระค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่การรักษาอาการเพราะเป็นการเลือกรักษาอาการทุเลาให้ กฟผ.เท่านั้น ไม่สามารถโยนภาระที่ กฟผ.แบกแทนประชาชนทั้งหมดกลับไปรวดเดียว ถ้าทำอย่างนี้รัฐบาลจะเสียคะแนนเสียงได้”

สำหรับการดำเนินการของ กฟผ.ต่อจากนี้ก็คือ การปรับแผนบริหารเงิน โดยเฉพาะประเด็นกระแสเงินสดที่กำลังจะมีปัญหานั้นเป็นเพราะ สถานการณ์ของ กฟผ.คือ มีเงินจ่ายออกจากค่าเชื้อเพลิง-ค่าซื้อไฟฟ้า “มากกว่า” รายได้ที่ยังไม่เข้ามา ดังนั้นต้องมีปัญหาอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่รู้ตัวเลขแน่ชัดว่า “เท่าไร”

ดังนั้นการที่รัฐบาลอนุมัติให้ กฟผ.กู้เงินเข้ามา กฟผ.ก็คงต้องกู้ตามกรอบ 85,000 ล้านบาท ส่วน “ดอกเบี้ย” ที่เกิดจากเงินกู้นี้จะถูกนำมาคำนวณเพิ่มเข้าไปในค่า Ft อีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะกำหนดให้ “ดอกเบี้ย” อยู่ในหลักเกณฑ์คำนวณหรือไม่แต่เดิมในอดีตจะไม่นับรวมเข้าไปเพราะถือเป็นต้นทุนการดำเนินการของ กฟผ.เอง

คน.เชื่อกระทบต้นทุนผลิตไม่มาก

รายงานข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้ามาว่า ท้ายที่สุดผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากค่าไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้นก็คือ ผู้ใช้ไฟฟ้า กฟผ.จะไม่เป็นอะไรเลย เพราะไม่มีทางที่รัฐบาลจะปล่อยทิ้ง กฟผ. ประเด็นนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องเตรียมตัวรับมือยาวข้ามปี

ส่วนประเด็นที่ว่าควรจะดำเนินการปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้า หรือ Fuel Mix ด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเข้ามานั้น ยังคงขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในอนาคต

ด้าน นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอย่างไรก็กระทบต่อ “ต้นทุน” การผลิตสินค้าอยู่แล้ว แต่การทยอยปรับขึ้นยังถือว่าดีกว่าการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในคราวเดียว

ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการที่กำลังฟื้นตัวจากโควิด แต่ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปด้วย “กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารมีการใช้พลังงานและไฟฟ้ามาก ในไตรมาสแรก การจำหน่ายไฟให้กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12 ขยายตัว 1.6% การผลิตสินค้าอาหารกระป๋อง มีโครงสร้างต้นทุนด้านพลังงานคิดเป็น 5-10% การเกิดภาวะวิกฤตพลังงานส่งผลกระทบด้านต้นทุนด้านพลังงานในการผลิตเพิ่มขึ้นในอาหารกระป๋องราว 10%”

ด้าน ร้อยเอกจักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เบื้องต้นจากผลการศึกษากระทบการปรับค่าไฟฟ้า Ft หากปรับขึ้นไปที่ 68.66 สตางค์/หน่วย จะกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าโดยรวมสัดส่วนไม่มากนัก ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า

ส่วน นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาต้องขอวอนให้รัฐบาลดูแลปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้า โดยขอให้มีการ “ต่ออายุมาตรการช่วยเหลือค่าไฟ” ต่อเนื่องไปอีก จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและเกษตรกรรายย่อย รวมถึงวิสาหกิจการเกษตรที่จะเดือดร้อนและได้รับผลกระทบมาก เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทุกอย่าง

ทั้งค่าปุ๋ย น้ำมัน และค่าไฟ แต่ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น GDP เกษตรสูงขึ้นก็จริง แต่ต้องดูรายเซ็กเตอร์ จะเห็นมีสูงขึ้นเพียงบางรายการ เช่น ทุเรียน แต่สินค้าเกษตรชนิดอื่นน่ากังวลมากโดยเฉพาะข้าว ขณะเดียวกันสินค้าประมงและปศุสัตว์ก็จะเป็นอีกกลุ่มที่กระทบ เพราะมีการใช้ไฟฟ้าในการผลิตสูงมาก