โรงเรียนวัดทุ่งสว่าง หนุนกิจกรรมเล่นอิสระ ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้
เล่นยกกำลังสุข โรงเรียนวัดทุ่งสว่าง จ.นครราชสีมา เปลี่ยนวิชาการเป็นความสนุก เปิดพื้นที่ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ด้วยกิจกรรมเล่นอิสระ จนกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบด้านการเล่น
วันที่ 18 เมษายน 2566 ในยุคสังคมดิจิทัล เวลาส่วนหนึ่งของเด็กและเยาวชนจำนวนมากมักหมดไปกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์จนส่งผลเสียต่อสุขภาวะในด้านต่าง ๆ ประกอบกับสภาพสังคมในปัจจุบันที่มุ่งเน้นการแข่งขันด้านวิชาการ ให้คุณค่ากับการเรียนพิเศษ จนทำให้เด็กต้องเสียโอกาสหนึ่งในชีวิตที่สำคัญไปนั่นก็คือ “การเล่น”
“การเล่น” เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะดึงเด็กออกจากสื่อสมัยใหม่ ช่วยให้เด็กมีกิจกรรมทางกายอย่างสร้างสรรค์ มีความสุข มีสุขภาพจิตที่ดี มีพัฒนาการตามวัยอย่างเหมาะสม สร้างให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21
ที่ โรงเรียนวัดทุ่งสว่าง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ทางคณะครูและผู้บริหารต่างเห็นพ้องตรงกันว่า “การเล่น” นั้นสำคัญไม่น้อยกว่า “การเรียน” เพราะเชื่อมั่นว่าเมื่อเด็กได้เล่นก็จะมีความสุข และความสุขจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดีในทุก ๆ เรื่อง จึงได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ที่ร่วมขับเคลื่อนโดย มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา (มยพ.) โดยการสนับสนุนจาก สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

รมิดา จงหมื่นไวย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดทุ่งสว่าง กล่าวว่า หลังจากเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกในปี 2563 และทำเรื่องการเล่นในโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง มีการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องจากการเล่นจากครูที่ได้รับการอบรมเป็น Play Worker จนครูทุกคนตระหนักและเห็นความสำคัญปัจจุบันได้มีการเปิดพื้นที่ต่าง ๆ ของโรงเรียนเพื่อสนับสนุนการเล่นอิสระสำหรับเด็กทุกช่วงวัย
ทั้งพื้นที่ Playground ลานเล่นของน้องอนุบาล Play land ลานเล่นของเด็กประถมต้น Play room ห้องเล่นของพี่ประถมปลาย และ Play zone ที่ถูกจัดไว้ตามมุมอาคาร เพราะครูทุกคนตระหนักถึงการเล่นว่า อะไรก็เล่นได้ ที่ไหนก็เล่นได้ แล้วจึงบูรณาการเรื่องเล่นเข้าไปสู่กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตให้กับเด็ก ๆ
“การเล่นไม่ใช่แค่เพื่อความสนุก แต่เป็นการพัฒนาสมองและความคิดสร้างสรรค์ การเล่นทำให้เกิดทักษะต่าง ๆ ที่หลากหลายผ่านการคิดและลงมือทำ และการเล่นคือการสร้างความสุขให้กับเด็ก โดยโรงเรียนได้ส่งเสริมเรื่องเล่นกับนักเรียนมาอย่างต่อเนื่อง
มีการจัดกิจกรรมวัน Play Day ให้เด็กได้เล่นอย่างเต็มที่ สังเกตได้ว่าเด็ก ๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน แต่เรื่องวิชาการเราก็ไม่ได้ทิ้ง เพราะครูของเราได้เข้าอบรมเป็นผู้อำนวยการเล่นหรือ Play Worker เมื่อครูเข้าใจการเล่น เข้าใจความต้องการของเด็ก ก็จะสามารถบูรณาการเรื่องเล่นไปกับการเรียนรู้ด้านวิชาการได้”
ซึ่งเรื่องการเล่นนั้นผู้ปกครองหลายคนอาจจะมองว่าน่าจะเหมาะสำหรับเด็กปฐมวัย แต่สำหรับเด็กระดับประถมศึกษานั้นการเล่นคงเป็นแค่ความสนุกไม่มีสำคัญเท่ากับการเรียนหรือการกวดวิชา แต่ในความเป็นจริงแล้วการเล่นนั้นมีความสำคัญสำหรับเด็กทุกช่วงอายุ เพราะการเล่นคือหัวใจของการสร้างทักษะต่าง ๆ ที่สำคัญสำหรับโลกในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ทางโรงเรียนวัดทุ่งสว่างจึงได้ต่อยอดการเล่นอิสระ ไปสู่การจัดทำโครงการทุ่งสว่างเล่นยกกำลังสุข (Play & Learn) เพื่อขยายผลในเรื่องของการเล่นที่ดำเนินงานมา 3 ปีจากในรั้วของโรงเรียนออกไปในชุมชนและครอบครัว สร้างเครือข่าย Play Worker ครูและผู้ปกครองที่เข้มแข็ง เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนการเล่นให้เกิดความยั่งยืน
ด้านศิศิวิมล ปานะบุตร ผู้รับผิดชอบโครงการเล่นยกกำลังสุข กล่าวเสริมว่า การเล่นมีความสำคัญสำหรับเด็กทุกคน เด็กทุกวัยยังมีความชอบและความสนุกกับการได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนเองสนใจ ยังต้องการของเล่น การเล่นไม่มีการแบ่งเพศ เด็กผู้ชายอยากใส่ชุดเด็กผู้หญิง หรือแต่งหน้าทาปาก ตรงนี้เราไม่ควรจำแนกเพศกับของเล่นและการเล่น ไม่จำเป็นต้องเล่นในสิ่งที่เราถูกออกแบบมาตั้งแต่วัยเด็กว่าผู้ชายต้องเล่นหุ่นยนต์ หรือเด็กผู้หญิงต้องเล่นตุ๊กตา
การเล่นอิสระหรือ Free Play นั้นคือการเปิดกว้างทางความคิด เด็กอยากเล่นอะไร อยากทำอะไร ทำได้หมด ครูทำหน้าที่เป็นเพียงผู้อำนวยการเล่น เตรียมพื้นที่ อำนวยความสะดวก คอยดูความปลอดภัย ที่เหลือก็ให้เด็ก ๆ ได้เล่นไปตามความต้องการของเขา อย่างการเล่นแล้วเก็บคือวินัยและความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นทักษะหนึ่งที่ได้จากการเล่น
โดยในวันนี้ที่โรงเรียนวัดทุ่งสว่างได้จัดกิจกรรม Play Day วัดทุ่งสว่าง งดการเรียนการสอน เปลี่ยนทุกพื้นที่ของโรงเรียนให้เป็นพื้นที่เล่นอิสระ โดยประสานความร่วมมือกับ เครือข่าย Korat Free Play, กลุ่มโคราชยิ้ม, มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล และเครือข่ายผู้ปกครอง เข้ามาร่วมจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมความสุขสนุกเรียนรู้ผ่านการเล่นและลงมือทำตามความสนใจ
ขณะที่ ดร.บุญญ์กัญญ์ จิระเพิ่มพูน จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ได้นำ กล่องเล่น หรือ Box of Toys มาร่วมกิจกรรมกับโครงดาร กล่าวว่า กล่องเล่นเป็นนวัตกรรมสนับสนุนการเล่นที่ถูกคิดค้นออกแบบและพัฒนาขึ้นจากลูกศิษย์ที่เป็นนักศึกษาเอกปฐมวัยเพื่อเปิดโลกของการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ ซึ่งการออกแบบกล่องเล่นทำให้นักศึกษาที่จะจบไปเป็นครูได้มีโอกาสเรียนรู้ความต้องการของเด็ก ๆ และสามารถออกแบบของเล่นที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัยได้
“การเล่นนั้นเป็นจุดกำเนิดของการเรียนรู้ในวัยเด็กทุกช่วงวัย ดังนั้นถ้าเขาสามารถออกแบบของเล่นให้มีความน่าสนใจเหมาะกับเด็กแต่ละคนแต่ละวัยได้ ในอนาคตเขาก็จะสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียนได้เช่นเดียวกัน การมาช่วยทำกิจกรรมในวันนี้ตัวนักศึกษาเองก็จะได้เรียนรู้วิธีการที่จะทำงานกับครูผู้สอน เรียนรู้วิธีการดูแลจัดการเด็ก และเป็นการปลูกฝังสร้างจิตวิญญาณของความเป็นครูผ่านการลงมือทำกิจกรรมกับเด็กๆ ไปพร้อมกัน”

สุทธิศักดิ์ กลึงสัตย์ ผู้ประสานงาน Korat Free Play กล่าวว่า เด็ก ๆ ในปัจจุบันครอบครัวมักจะเน้นในเรื่องของการเรียนและวิชาการค่อนข้างมาก ทั้ง ๆ ที่การเล่นก็สามารถสร้างเสริมและพัฒนาศักยภาพในด้านต่าง ๆ ของเด็กได้เช่นเดียวกัน การเล่นไม่ใช่แค่เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นการส่งเสริมพัฒนาการโดยเฉพาะเรื่องของทักษะ EF หรือ Executive Functions ซึ่งเป็นทักษะที่มีผลต่อความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับโรงเรียนโรงเรียนวัดทุ่งสว่างนำเรื่องของการเล่นอิสระเข้ามาใช้ในสถานศึกษาเป็นแห่งแรก ๆ ของจังหวัด
“ในปีนี้ได้ร่วมกับทางโรงเรียนวัดทุ่งสว่างขยายผลการดำเนินงานออกไปยังโรงเรียนอื่น ๆ อีก 3 แห่ง และร่วมกับมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ออกแบบของเล่น Box of Toys และใช้รถ Toy Truck เพื่อนำของเล่นออกไปหาเด็ก ๆ ถึงที่บ้านในชุมชนที่ห่างไกล พร้อมกันนี้ทางกลุ่มโคราชยิ้มก็จะช่วยทำหน้าที่เติมเต็มแนวคิดในเรื่องของการเล่นอิสระและอบรม Play Worker ให้กับครูและครอบครัว
โดยมีเป้าหมายในการผลักดันเรื่องของการเล่น Free Play ให้เข้าถึงเด็กให้ได้มากที่สุดโดยเฉพาะในโรงเรียน โดยจะนำต้นแบบจากโรงเรียนวัดทุ่งสว่างไปเป็นตัวอย่างให้กับโรงเรียนอื่น ๆ ที่สนใจด้วย”
ปัจจุบันความสำเร็จของการขับเคลื่อนเรื่อง “การเล่นอิสระ” อย่างต่อเนื่อง นอกจากจะสามารถเติมเต็มและสรรค์การเรียนรู้ที่หลากหลายให้เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ แล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังทำให้โรงเรียนวัดทุ่งสว่างได้รับรางวัล “โรงเรียนต้นแบบด้านการเล่น” จากกระทรวงสาธารณสุข
เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าคณะครูและผู้บริหารของโรงเรียนแห่งนี้ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่ใช้การเล่นอิสระ เป็นเครื่องมือเปลี่ยนโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ให้กลายเป็นสถานที่สร้างการเรียนรู้อย่างมีความสุขสำหรับเด็กนักเรียนทุกคน
