เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“ทำงานหนักจนตาย” วิกฤตที่แก้ไม่ตกของสังคม “ญี่ปุ่น”

07 ต.ค. 2560 | 02:08น.

การเสียชีวิตจากการทำงานหนักของคนญี่ปุ่นของนักข่าวสาวของสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่น “มิวา ซาโตะ” วัย 31 ปี เป็นตัวฉุดกระแสการทำงานหนักจนตายให้ถูกพูดถึงอีกครั้ง

และเป็นสถิติที่น่าตกใจ เพราะมีผู้จบชีวิตจากทำงานหนักถึง 1,456 ราย ในปีงบประมาณ 2557 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับด้านสุขภาพและสวัสดิการที่กำลังขาดแคลนคนทำงาน

ขณะที่ในปีงบประมาณ 2558 มีถึง 93 รายที่ฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายจากความกดดันในการทำงาน รวมถึง 96 คนที่เสียชีวิตจากปัญหาด้านสมองและหัวใจจากการทำงานหนัก

ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคมปี 2558 พนักงานสาวบริษัทเดนท์สุ บริษัทเอเจนซีโฆษณารายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ชื่อ “มัตสึริ ทากาฮาชิ” ก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะถูกบังคับให้ทำงานหนัก โดยทำโอทีเกิน 100 ชั่วโมงทุกเดือน จนเธอทวิตข้อความก่อนอำลาโลกใบนี้ว่า “อยากจะตาย และคงจะมีความสุขกว่านี้ถ้าทำได้”

AFP PHOTO / JIJI PRESS / STR / Japan OUT

หนึ่งปีให้หลัง “อิชิอิ ทาดาชิ” ประธานบริษัทเดนท์สุ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพราะการสอบสวนระบุว่าพนักงานสาวฆ่าตัวตายเพราะทำงานหนักเกินไป

“การทำงานหนักเกินไปไม่ควรเกิดขึ้น ผมเสียใจอย่างที่สุดและถือเป็นความรับผิดชอบในเรื่องนี้ ผมจะรับผิดชอบอย่างเต็มกำลัง และจะลาออกจากตำแหน่งประธานในการประชุมบอร์ดเดือนมกราคม” นายทาดาชิ กล่าว

AFP PHOTO / JIJI PRESS / STR / Japan OUT

ทั้งนี้ แพทย์ญี่ปุ่นเริ่มพบว่าคนญี่ปุ่นเริ่มทำงานหนักจนเสียชีวิต ตั้งแต่ปี 2513 ในยุคที่เศรษฐกิจประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ดูท่าทางสุขภาพดี แต่ก็ค่อย ๆ ทยอยเสียชีวิต โดยที่สุดแล้วพบว่า คนเหล่านี้ตายจากปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเกิดจากการทำงานอย่างหนักหน่วง

และกลายเป็นกระแสตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา ซึ่งทนายความด้านสิทธิแรงงานและกลุ่มประชาชน ได้พยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาการทำงานหนักได้สัมฤทธิผลในปี 2557  และทั้งที่กระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นเปิดเผยมาตรการฉุกเฉิน  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำงานหนักจนตาย เมื่อปลายปี 2558 โดยทางกระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการสังคมของญี่ปุ่น ระบุว่า ทางกระทรวงจะเปิดเผยรายชื่อบริษัทที่มีพนักงานเข้าข่ายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในสถานที่ทำงานหรือมีพนักงานถูกบังคับใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมายเป็นเวลาหลายชั่วโมงในที่ทำงานมากกว่าหนึ่งแห่งของบริษัท

อีกทั้งพยายามหามาตรการเพื่อยุติวัฒนธรรมการทำงานอันเก่าแก่ เช่น กลับบ้านก่อนหัวหน้า ซึ่งเมื่อต้นปีนี้รัฐบาลได้เสนอโครงการพรีเมี่ยมฟรายเดย์ หรือ วันศุกร์คุ้มค่า ที่จัดให้พนักงานเลิกงานไวขึ้นในทุกๆ ศุกร์สุดท้ายของเดือน หรือบริษัทบางแห่งบังคับให้พนักงานกลับบ้านก่อนเวลา 19.00 น. เพื่อลดการทำงาน

แต่ก็ไม่วายเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา เกิดเหตุนายนาโอะยะ ลูกชายของนางมิชิโยะ นิชิงะกิ ที่ได้งานหลังเรียนจบในบริษัทด้านเทเลคอมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น และด้วยความรักในคอมพิวเตอร์และโอกาสที่ดีในการงานจึงทำให้บุตรชายโหมงานหนัก

นางมิชิโยะกล่าวว่า ลูกชายของตนมักจะทำงานจนรถไฟเที่ยวสุดท้ายให้บริการ หากพลาดก็จะนอนในที่ทำงาน และที่แย่ที่สุดคือบางครั้งลูกชายต้องทำงานข้ามวันข้ามคืนตั้งแต่ราวสี่ทุ่มไปถึงช่วงเย็นของอีกวันหนึ่ง

หลังจากนั้น 2 ปี นาโอยะก็เสียชีวิตด้วยวัย 27 ปี ขณะที่มีการลงบันทึกการเสียชีวิตของนาโอยะอย่างเป็นทางการว่า เสียชีวิตด้วยสาเหตุคาโรชิ หรือการตายจากการทำงานหนักเกินไป

จนกระทั่งเกิดเหตุกับนักข่าวสาวของ NHK โดยก่อนเสียชีวิตเธอทำงานล่วงเวลานานถึง 159 ชั่วโมง เเละรายงานข่าวเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก่อนจะหยุดเพียง 2 วัน และเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจล้มเหลว